ความทรงจำสีจางๆ กับรองเท้าที่เกือบถูกลืม
บ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังจัดระเบียบชั้นวางรองเท้าในคอนโดย่านสวนลุมพินี เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กับรองเท้าสายทำความเร็วคู่ใหม่ สายตาผมดันไปสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนสีเงินจางๆ ที่ซุกอยู่มุมในสุดของชั้น มันคือ Nike Zoom Vomero 5 คู่เก่งที่ผมเคยใส่ลุยสนามซ้อมเมื่อหลายปีก่อน ทันทีที่หยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น ภาพความทรงจำสมัยที่ผมเพิ่งเริ่มจริงจังกับการวิ่งมาราธอนในปี 2015 ก็ผุดขึ้นมา ตอนนั้นผมยังเป็นแค่นักวิ่งหน้าใหม่ที่บ้าพลังและคลั่งไคล้การเก็บสถิติ ทุกเช้ามืดผมต้องมาสแตนด์บายที่สวนลุมฯ พร้อมกับหูฟังที่เปิดเพลงแจ๊สจังหวะ Up-tempo เพื่อคุม Pace ให้คงที่
ย้อนกลับไปในช่วง 7 ปีที่แล้ว Vomero 5 คือนิยามของ "ความสบาย" ที่หาตัวจับยาก แต่น่าแปลกที่หลังจากนั้นไม่กี่ปี มันกลับค่อยๆ หายไปจากสนามวิ่ง และถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าอย่างแผ่นคาร์บอนและโฟมเด้งดึ๋ง ทว่าในปี 2022 นี้ ผมกลับเริ่มเห็นเจ้า Vomero 5 เฉดสีเทาเงิน (Vast Grey) หรือสีขาวมินิมอล มาปรากฏอยู่บนเท้าของนักวิ่งรุ่นน้องและคนทำงานในย่านธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ในฐานะรองเท้าวิ่ง แต่ในฐานะไอเทมแฟชั่นระดับแนวหน้า
เสน่ห์ของดีไซน์ยุค 2010 ที่กลับมาทวงบัลลังก์
ดีไซน์ของ Vomero 5 เป็นภาพสะท้อนของยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ตามข้อมูลจาก World Athletics วิวัฒนาการของรองเท้าวิ่งในช่วงทศวรรษ 2010 มุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อน (Complex Upper) และการใช้เลเยอร์ของวัสดุที่หลากหลายเพื่อความทนทาน ซึ่ง Vomero 5 ทำออกมาได้โดดเด่นมากด้วยการผสมผสานผ้าตาข่าย Mesh เข้ากับโครงพลาสติกด้านข้างที่ช่วยประคองเท้า (Midfoot Cage) ความ "เยอะ" ของดีไซน์นี้เองที่ไปเข้าตาเหล่า Sneakerhead ในยุคปัจจุบันที่กำลังโหยหาความย้อนยุคแบบ Y2K
จากชั้นรองเท้าวิ่ง สู่รันเวย์สตรีทแวร์
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ Vomero 5 ข้ามฝั่งจากสนามวิ่งไปสู่โลกแฟชั่นได้อย่างแนบเนียน ผมมองว่ามันคือ "Dad Shoes" ที่ดูไม่เทอะทะจนเกินไป แต่มันมีคำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวผมเสมอในฐานะโค้ชวิ่งคือ: "แล้วไอ้รองเท้าที่คนใส่เดินสยามหรือนั่งคาเฟ่อารีย์เนี่ย มันยังเอามาวิ่งมาราธอนไหวอยู่จริงไหม?" เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจึงตัดสินใจเอามันออกมาปัดฝุ่นแล้วใส่ลงไปวิ่งที่เลนสีเขียวสวนลุมฯ อีกครั้งในเช้าวันถัดมา
วันที่เข่าประท้วง และการกลับมาซบหน้าตัก Zoom Air
เช้าวันจันทร์หลังจากโปรแกรม Long Run 30 กิโลเมตรเมื่อวันอาทิตย์ เข่าและหน้าแข้งของผมเริ่มส่งสัญญาณประท้วง ความล้าสะสมจากการใช้รองเท้าพื้นบาง (Racing Flat) ทำความเร็วทำให้ผมแทบไม่อยากก้าวขาออกจากบ้าน แต่ในตารางซ้อมของผมวันนี้คือ Recovery Run 5-8 กิโลเมตร ผมตัดสินใจสวม Vomero 5 แทนที่จะเป็นรองเท้าซูเปอร์ชูส์ราคาแพงที่เก็บไว้ใช้ลงสนามแข่ง
ความรู้สึกแรกที่เท้าสัมผัสพื้นคือความ 'นุ่มแบบแน่นๆ' ที่ผมเกือบลืมไปแล้ว เทคโนโลยี Zoom Air ที่วางอยู่ทั้งส่วนหน้าเท้าและส้นเท้า (Full-length Zoom Air) ทำงานร่วมกับโฟม Cushlon ได้อย่างลงตัว มันไม่ได้เด้งจนหน้าหงายเหมือนพวก ZoomX แต่มันซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมจนผมรู้สึกว่าความล้าที่เข่าค่อยๆ ทุเลาลง งานวิจัยจาก PubMed (Sports Medicine) ยืนยันว่าโครงสร้างการรองรับแรงกระแทกแบบ Zoom Air ช่วยกระจายแรงกดบนฝ่าเท้าและลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากการใช้งานหนัก (Overuse Injuries) ได้จริง ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการซ้อมมาราธอนให้ยั่งยืน
ความรู้สึกของการก้าวที่มั่นคง (Stability vs. Cushioning)
ในยุคที่รองเท้าวิ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นความเบาและนุ่มจนบางครั้งขาดความมั่นคง Vomero 5 กลับมอบความรู้สึกที่ 'ปลอดภัย' ตัวโครงพลาสติกที่ส้นเท้า (Heel Counter) ล็อกเท้าได้กระชับมาก เหมาะสำหรับนักวิ่งที่มีอาการเท้าล้มเล็กน้อยหรือคนที่ต้องการความมั่นใจในทุกย่างก้าว โดยเฉพาะในช่วงที่กล้ามเนื้อล้าจนการวางเท้าเริ่มเสียรูปทรง การมีรองเท้าที่มี Stability สูงจะช่วยประคองให้เราจบโปรแกรมการซ้อมได้อย่างปลอดภัย
แกะรหัสตัวเลข: สเปกหลังกล่องที่นักวิ่งสาย Data ต้องรู้
ในฐานะคนที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงสถิติ ผมไม่สามารถรีวิวรองเท้าได้โดยไม่ดูตัวเลขทางเทคนิค จากข้อมูลของ RunRepeat Shoe Database เราจะพบค่าที่น่าสนใจของ Vomero 5 ดังนี้:
- Heel Stack: ประมาณ 29 mm
- Forefoot Stack: ประมาณ 19 mm
- Heel-to-toe Drop: 10 mm (มาตรฐานสำหรับรองเท้า Daily Trainer)
- Weight: ประมาณ 312 กรัม (ไซส์ 9US)
น้ำหนัก 300 กรัมกว่าๆ อาจจะดู 'หนัก' เมื่อเทียบกับมาตรฐานปี 2022 แต่เชื่อมั้ยครับว่าน้ำหนักนี้แหละที่สร้างโมเมนตัมที่ดีในการวิ่งแบบคุมโซนหัวใจ (Heart Rate Zone 2) การวิ่งด้วยรองเท้าที่หนักกว่าปกติเล็กน้อยในวันซ้อมเบา จะช่วยให้คุณรู้สึกเบาหวิวราวกับบินได้เมื่อเปลี่ยนไปใส่รองเท้าแข่งในวันจริง
วัสดุ Mesh และการระบายอากาศในอากาศร้อนของกรุงเทพฯ
ประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือ "ความร้อน" อากาศที่สวนลุมฯ หรือริมเจ้าพระยาตอนเช้ามักจะอบอ้าว Vomero 5 ใช้ผ้าตาข่ายที่มีรูระบายอากาศค่อนข้างกว้างบริเวณ Toebox จากการทดสอบวิ่งยาว 12 กม. ของผมในช่วงเช้าที่อุณหภูมิใกล้ 30 องศาเซลเซียส พบว่าการระบายความร้อนทำได้ดีกว่าที่คิดมาก ไม่รู้สึกว่าเท้าไหม้หรืออับชื้นจนเกินไป แต่อาจจะไม่สู้พวกโมเดล Flyknit บางๆ ในเรื่องของการรีดน้ำถ้าต้องวิ่งลุยฝน
จากสวนลุมพินีสู่ร้านกาแฟย่านอารีย์: ปรากฏการณ์ Lifestyle-Running ในไทย
วงการวิ่งไทยในช่วงปี 2021-2022 มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนมาก เราเริ่มเห็นการผสมผสานระหว่าง "Performance" และ "Style" เข้าด้วยกัน ตามรายงานเทรนด์จาก ThaiRun นักวิ่งรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่รองเท้าที่ทำความเร็วได้ดีที่สุด แต่เขามองหารองเท้าที่สามารถใส่ไปทำงาน ใส่ไปคาเฟ่ต่อหลังจากวิ่งเสร็จได้โดยไม่ดูขัดเขิน
นี่คือเหตุผลที่ Vomero 5 กลายเป็นดาวเด่นในย่านบรรทัดทองและอารีย์ ในวันธรรมดาเราอาจจะเห็นมันอยู่ใต้กางเกงสแล็คหรือกางเกงยีนส์ทรงกระบอก แต่พอวันเสาร์-อาทิตย์ มันกลับมาทำหน้าที่รองเท้า Recovery ได้อย่างยอดเยี่ยม ปรากฏการณ์ "Dad Shoes" ในหมู่นักวิ่งมาราธอนไทยไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่มันคือการประกาศตัวตนว่า "เราคือนักวิ่งที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบาย"
Vomero 5 ในตารางซ้อมมาราธอน: ควรอยู่ตรงไหน?
หากคุณกำลังซ้อมตามแผนของ Jack Daniels หรือโปรแกรมฝึกซ้อมทั่วไป คุณอาจจะสงสัยว่า Vomero 5 ควรจะอยู่ในวันไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด ผมสรุปมาให้จากประสบการณ์การใช้จริงและหลักการจาก VDOT O2 ดังนี้ครับ:
| ประเภทการซ้อม | ความเหมาะสม | เหตุผล |
|---|---|---|
| Recovery Run (E-Pace) | ⭐⭐⭐⭐⭐ | ซับแรงกระแทกได้ดีที่สุด ช่วยลดการบาดเจ็บหลังวันหนัก |
| Long Run (L-Pace) | ⭐⭐⭐⭐ | เหมาะสำหรับวันวิ่งยาวที่ไม่เน้นความเร็ว แต่เน้นเวลาบนเท้า (Time on Feet) |
| Tempo Run / Intervals | ⭐⭐ | น้ำหนักที่มากอาจทำให้ล้าเร็วเมื่อต้องเร่งความเร็วสูง |
| Race Day (Marathon) | ⭐⭐⭐ | ถ้าเป้าหมายคือจบแบบไม่เจ็บ คู่นี้คือคำตอบ แต่ถ้าจะล่า New PB แนะนำไปสายคาร์บอน |
Source: วิเคราะห์โดยโค้ชต้น (Ultimate Thai Runner). ข้อมูลอัปเดตล่าสุด: 2022-03-05
ทำไมรองเท้าอายุ 10 กว่าปี ถึงยังมีชื่อติดโผใน Strava?
เมื่อลองส่องดูเทรนด์การใช้รองเท้าผ่าน Strava Insights พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ในกลุ่มนักวิ่งสาย Ultra และ High-mileage ยังมีการใช้รองเท้าตระกูล Vomero อยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้มันมีอายุยืนยาวในโลกของข้อมูลคือ "ความทนทาน"
พื้นรองเท้าชั้นนอก (Outsole) ที่ใช้ยาง Duralon ในส่วนหน้าเท้าและยาง BRS 1000 ที่ส้นเท้าของ Vomero 5 คือของจริงครับ ผมเคยใช้คู่นี้วิ่งไปมากกว่า 800 กิโลเมตรก่อนที่ดอกยางจะเริ่มเรียบ ซึ่งในยุคปัจจุบันที่รองเท้าซูเปอร์ชูส์บางคู่พังตั้งแต่ 200 กิโลเมตรแรก ความทนทานระดับ 'ม้าใช้' แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่นักวิ่งสายประหยัดโหยหาอย่างมาก
รองเท้าแฟชั่นที่วิ่งไม่ได้จริง? อย่าให้รูปลักษณ์หลอกตาคุณ
ผมเคยได้ยินเสียงซุบซิบในกลุ่มนักวิ่งแถวสนามหน้าบ้านว่า "ใส่ Vomero 5 มาวิ่งเหรอ? นึกว่าใส่มาถ่ายรูปเฉยๆ" ผมอยากจะบอกว่านี่คือความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในวงการรองเท้าปัจจุบัน การที่ Nike นำมันกลับมาทำเป็นไลน์ Lifestyle (Nike Sportswear) ไม่ได้หมายความว่าเขาถอดเครื่องยนต์ข้างในออก แต่มันยังคงเป็น "เครื่องจักรวิ่งระยะไกล" ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกนอกที่ดูร่วมสมัย
บทสรุปของผมในฐานะโค้ชที่วิ่งมาราธอนมาตั้งแต่ปี 2015 คือ: Nike Zoom Vomero 5 คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเป็นนักวิ่งที่เน้น "ความยั่งยืน" คุณต้องการรองเท้าที่ซับพอร์ตเท้าได้จริงในวันที่ร่างกายอ่อนแอ และสามารถเปลี่ยนบทบาทเป็นรองเท้าคู่ใจเวลาต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอกสนามวิ่งได้แบบไม่อายใคร
คำแนะนำสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
- เช็กไซส์ให้ดี: รุ่นนี้ค่อนข้าง True to size แต่ถ้าใครเท้ากว้างมาก อาจจะต้องเพิ่ม 0.5 cm เพราะโครงพลาสติกด้านข้างอาจจะบีบช่วงกลางเท้าได้
- เลือกสีให้เหมาะ: หากตั้งใจจะเอามาวิ่งจริงๆ แนะนำสีโทนเข้มหรือสีเงิน (Metallic) เพราะคราบโคลนและฝุ่นจากถนนในกรุงเทพฯ จะทำความสะอาดได้ง่ายกว่ารุ่นสีขาวล้วน
- ใช้งานให้ถูกประเภท: เก็บมันไว้ใช้ในวัน Recovery หรือ Easy Run แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมมันถึงได้ชื่อว่าเป็นรองเท้าที่ "วิ่งลืมเหนื่อย"
การกลับมาของ Vomero 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นที่หมุนเวียนไปตามกาลเวลา แต่มันคือการย้ำเตือนเราว่า เทคโนโลยีที่ดีจริงจะอยู่เหนือกาลเวลาเสมอ เหมือนกับบทเพลงแจ๊สคลาสสิกที่ผมชอบฟังตอนวิ่งนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ฟังเมื่อไหร่ก็ยังได้ฟีลลิ่งที่ดีเสมอ... ขอให้สนุกกับการวิ่งในทุกๆ ก้าวนะครับ!
— ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.