ทำไมรองเท้าพื้นหนาเตอะถึงไม่ใช่เรื่องของคนช้าเสมอไป?
สมัยก่อนตอนที่ผมเริ่มวิ่งมาราธอนใหม่ๆ เมื่อปี 2015 ความเชื่อหนึ่งที่ฝังหัวนักวิ่งหลายคนรวมถึงผมด้วยคือ “ถ้าอยากวิ่งเร็ว ต้องใส่รองเท้าพื้นบางๆ เบาๆ” ส่วนพวกรองเท้าพื้นหนาเตอะ (Max-cushioned) มักจะถูกมองว่าเป็นรองเท้าสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ หรือคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะที่ต้องการการซับแรงกระแทกสูงสุดสำหรับใส่วิ่งเหยาะๆ ในวันอาทิตย์
แต่กฎเกณฑ์นั้นก็ถูกสั่นคลอนอย่างราบคาบเมื่อวงการวิ่งได้สัมผัสกับซีรีส์ asics novablast
ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับรองเท้าพื้นหนา
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าความหนามาพร้อมกับความอุ้ยอ้าย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้รอบขาตก และโฟมหนาๆ มักจะยวบจนสูญเสียแรงส่ง (Energy Return) ไปเปล่าๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมเมินรองเท้ากลุ่มนี้มาตลอด จนกระทั่งเพื่อนในชมรมวิ่งที่สวนลุมพินีทักว่า "ลองคู่นี้ยัง มันเด้งแปลกๆ นะ"
การมาถึงของโฟมยุคใหม่
คำถามคือ รองเท้าที่ดูหนาขนาดนี้มันจะวิ่งทำความเร็วได้จริงๆ หรือ? คำตอบอยู่ที่เทคโนโลยีโฟมยุคใหม่ครับ จากการทดสอบของ Runner's World ระบุชัดเจนว่าโฟม FlyteFoam Blast ที่เป็นหัวใจหลักนั้นให้ความรู้สึกเหมือน "แทรมโพลีน" มันไม่ได้แค่ยุบตัวเพื่อรับแรงกระแทก แต่มันสปริงตัวกลับเพื่อส่งนักวิ่งไปข้างหน้าด้วย ทำให้ทุกก้าวที่เราลงน้ำหนัก กลายเป็นแรงส่งที่ทำให้จังหวะก้าวสนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

เจาะลึกความเด้งผ่านตัวเลขและสถิติ
ลองมากางตัวเลขกันดูบ้างครับ สำหรับคนที่อยากรู้ว่าความรู้สึก "เด้ง" มันมาจากไหน
สถิติพื้นฐานของรองเท้า
ข้อมูลจากการทดสอบในห้องแล็บของ RunRepeat ระบุว่า ความหนาของส้นเท้า (Stack height) อยู่ที่ระดับเกิน 30 มิลลิเมตร ถือว่าหนามากสำหรับรองเท้า Daily Trainer แต่น้ำหนักของมันกลับอยู่ที่ประมาณ 260-275 กรัมในไซส์มาตรฐานผู้ชาย ซึ่งเบาผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ภายนอก
แปลตัวเลขเป็นจังหวะวิ่งจริง
พอเห็นตัวเลขสแต็คไฮท์ที่สูงบวกกับน้ำหนักที่เบา ค่า Energy return ที่ได้จากแล็บทดสอบ แปลเป็นความรู้สึกบนพื้นถนนได้ว่า ยิ่งลงน้ำหนักแรง มันยิ่งเด้งสู้ ไม่ใช่ความรู้สึกนุ่มยวบแบบ ทำไม Asics Gel-Kayano ถึงยังเป็นขวัญใจคนเท้าแบน? แต่มันคือแรงสะท้อนที่กระตุ้นให้รอบขาไหลลื่น
ปัญหาความล้าจากการซ้อมยาว
ตลอด 6 ปีที่ผมคลุกคลีกับการซ้อมมาราธอน อาการขาล้าในวันจันทร์หลังจากการวิ่ง Long Run วันอาทิตย์คือสิ่งที่นักวิ่งแทบทุกคนต้องเจอ
เมื่อความล้ามาเยือนในกิโลเมตรที่ 20
เวลาวิ่งยาวเกิน 20 กิโลเมตร กล้ามเนื้อน่องและหน้าขาจะเริ่มล้า แรงกระแทกซ้ำๆ นับหมื่นก้าวสร้างความเสียหายระดับไมโครให้กับกล้ามเนื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พื้นรองเท้าที่ช่วยชีวิตกล้ามเนื้อ
งานวิจัยทางชีวกลศาสตร์จาก PubMed ชี้ให้เห็นว่ารองเท้าที่มีคูชั่นสูง (Highly cushioned shoes) มีส่วนช่วยลด Peak impact force หรือแรงกระแทกสูงสุดที่กระทำต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อได้ ความหนาของโฟมช่วยรับภาระแทนขาของเรา ทำให้เราสามารถยืนระยะได้นานขึ้นโดยที่ขาน้อยลง
รองเท้าเด้งๆ แบบนี้ เอาไปแข่งจริงได้ไหม?
ด้วยความหนาและความเด้งระดับนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าสามารถใส่มันลงแข่งมาราธอนอย่างเป็นทางการได้หรือไม่ หรือจะผิดกฎเรื่องความหนาของพื้นรองเท้า (Stack height limit) หรือเปล่า
กฎระเบียบของวงการกรีฑา
ข้อมูลจาก World Athletics ยืนยันว่ารองเท้าซีรีส์นี้ผ่านข้อกำหนด สามารถใส่ลงแข่งรายการที่รับรองโดย WA ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสแต็คไฮท์ยังไม่เกินขีดจำกัดสูงสุด 40 มิลลิเมตรสำหรับรองเท้าแข่งบนถนน
การใช้งานจริงในสนามแข่ง
ถึงแม้จะถูกกฎ แต่มันอาจจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรองเท้า "สายทุบสถิติ" (PB) โดยตรงเหมือนรองเท้าคาร์บอนเพลทตัวท็อปๆ แต่มันเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการวิ่งมาราธอนให้จบแบบขาไม่พัง และยังมีแรงเหลือพอให้ยิ้มตอนข้ามเส้นชัยได้
สัมผัสแรกบนพื้นถนน: เหมือนสวมสปริงที่เท้า
ช่วงเย็นวันหนึ่ง หลังจากนั่งพักผ่อนฟังแผ่นเสียงแจ๊สของ Miles Davis จบ ผมตัดสินใจผูกเชือกรองเท้าคู่นี้ไปวิ่ง ก้าวแรกที่วิ่งออกไปให้ความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกลับไปเป็นนักวิ่งมือใหม่อีกครั้ง มันเด้งจนแอบควบคุมยากในตอนแรก!
ก้าวแรกที่เหนือความคาดหมาย
มันมีความรู้สึกไม่มั่นคง (Instability) เล็กน้อยตอนที่เดิน แต่พอเริ่มออกตัววิ่ง โฟมมันเหมือนจะล็อกจังหวะเข้ากับการก้าวเท้าของเรา ยิ่งวิ่งเพซประมาณ 5:30 ถึง 6:00 นาที/กิโลเมตร มันยิ่งให้จังหวะที่สนุก
เทรนด์รองเท้าวิ่งของคนไทย
เมื่อดูจากสถิติของ ThaiRun จะเห็นว่าเทรนด์ของนักวิ่งไทยเริ่มเปลี่ยนไป คนเริ่มหันมาหารองเท้า Max-cushion ที่มีน้ำหนักเบาและมีแรงส่งสูง มากกว่ารองเท้าแข่งพื้นบางๆ แบบเมื่อก่อน ซึ่งถ้าใครกำลังมองหารองเท้าซ้อมที่เน้นความนุ่มสบาย ลองไปอ่านบทความ รีวิว Asics Gel Nimbus 26: รองเท้าวิ่งคู่แรกที่ใช่สำหรับคุณ? ประกอบการตัดสินใจได้ครับ
เสียงสะท้อนจากคอมมูนิตี้และก้าวต่อไปของซีรีส์
นอกเหนือจากประสบการณ์ตรงของผมแล้ว การติดตามฟีดแบคจากคอมมูนิตี้วิ่งก็ช่วยให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นมาก
สิ่งที่เพื่อนนักวิ่งพูดถึง
เพื่อนนักวิ่งหลายคนพูดถึงเรื่องความมั่นคง (Stability) โดยเฉพาะเวลายูเทิร์นหรือวิ่งบนพื้นถนนที่ไม่เรียบ เนื่องจากโฟมมันสูงและนุ่มเด้ง ทำให้ข้อเท้าต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุล ข้อมูลจาก Strava Insights ระบุว่านักวิ่งส่วนใหญ่เลือกรองเท้าทรงนี้สำหรับวันซ้อม Easy ถึง Moderate มากกว่าวันลงคอร์ททำความเร็ว
มองข้ามช็อตไปถึงอนาคต
ด้วยความสำเร็จของรุ่นปัจจุบัน ในคอมมูนิตี้ตอนนี้นักวิ่งเริ่มพูดคุยและคาดหวังถึงการพัฒนาในรุ่นถัดไปอย่าง novablast 4 ว่าจะมีการปรับจูนเรื่องความมั่นคงของส้นเท้าให้ดีขึ้นโดยไม่เสียความเด้งที่เป็นเอกลักษณ์ไป ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่น่าสนใจมากสำหรับทีมออกแบบ
ข้อมูลจำเพาะสำหรับประกอบการตัดสินใจ
เพื่อความครบถ้วน ลองมาดูข้อมูลเชิงเทคนิคแบบเน้นๆ สำหรับประกอบการตัดสินใจซื้อครับ
สรุปข้อมูลทางเทคนิค
| คุณสมบัติ | ข้อมูลจำเพาะ (เฉลี่ย) |
|---|---|
| น้ำหนัก (Men US 9) | ~260 - 275 กรัม |
| Heel-to-toe Drop | 8 มิลลิเมตร |
| ประเภทของโฟม | FlyteFoam Blast |
| ความกว้างหน้าเท้า (Toe box) | กว้างปานกลาง (Medium) |
Source: RunRepeat. Last verified: 2021-11-20
ความคุ้มค่าของการลงทุน
ด้วยระดับราคาที่อยู่เรตกลางๆ ค่อนไปทางสูง แลกกับความทนทานและการใช้งานแบบ Daily Trainer ถือว่าเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผล เพราะมันตอบโจทย์ได้ตั้งแต่วิ่งฟื้นฟู วิ่งยาว ไปจนถึง Tempo run การมีรองเท้าที่ครอบคลุมระยะและเพซได้กว้างขนาดนี้ มีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหารองเท้าซ้อมได้เป็นอย่างดีครับ
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.