Nike React vs

เมื่อรองเท้าซ้อมกับรองเท้าหล่อคือคู่ขนานที่มาบรรจบกัน

เช้ามืดตี 4 ครึ่ง ที่สวนลุมพินี... อากาศชื้นๆ และกลิ่นหญ้าตัดใหม่ผสมกับควันท่อไอเสียจางๆ เป็นบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาตลอด 8 ปีเต็ม ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการมาราธอนในปี 2015
บอกตามตรงว่าผมเริ่มหงุดหงิดกับการบ้าหอบฟางของตัวเอง! ทุกเช้าวันธรรมดา ผมต้องแบกเป้ใบใหญ่ที่มีแล็ปท็อป และ "รองเท้าวิ่ง" หนึ่งคู่ (มักจะเป็นกลุ่ม Nike React) บวกกับ "รองเท้าใส่เดินหล่อๆ" อีกคู่ ความน่ารำคาญของการต้องพกรองเท้าชุ่มเหงื่อเหม็นเปรี้ยว หรือการต้องเปลี่ยนรองเท้าไปมามันเป็นอะไรที่บั่นทอนจิตใจคนซ้อมมาราธอนมาก 😡 วันหนึ่ง ผมตัดสินใจหยิบ Nike Zoom Vomero 5 ที่ปกติใส่เดินเที่ยวเล่น มาลองใส่วิ่ง Easy Run เบาๆ สลับกับคู่เก่งที่เป็นโฟม React ความคิดแรกคือ "มันจะรอดไหมวะ?" เพราะ Vomero 5 ในยุคนี้มันถูกปัดฝุ่นกลายเป็นไอเทมสายสตรีทไปแล้ว (ถ้าอยากรู้ว่ามันกลายเป็นสตรีทแวร์ได้ยังไง ลองอ่าน รีวิว Nike Zoom Vomero 5: จากรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพ สู่แฟชั่นสตรีท ของผมดูได้ครับ) แต่มันก็จุดประกายคำถามที่ว่า สองรุ่นนี้แตกต่างและทดแทนกันได้มากน้อยแค่ไหนในมุมมองของคนที่ต้องซ้อมวิ่ง 80-100 กิโลเมตรต่อสัปดาห์
Getting ready to hit the pavement
Getting ready to hit the pavement

เลือกรองเท้าให้ตรงกับเพซซ้อม ไม่ใช่แค่ตามแฟชั่น

จับคู่รองเท้ากับตารางซ้อม

สำหรับวัน Easy หรือ Recovery สิ่งที่เราต้องการคือการซัพพอร์ต ไม่ใช่ความเร็ว โฟม React ถูกออกแบบมาให้รับแรงกระแทกได้ดีและให้ความรู้สึกเด้งส่งนิดๆ (Energy Return) มันช่วยพยุงกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายในวันที่เราล้าจากการลงคอร์ท แต่ถ้าคุณหยิบ Vomero 5 มาวิ่งในวันที่ต้องทำเวลา คุณอาจจะรู้สึกถึงความ "ตื้อ" เพราะโครงสร้างมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรอบขาที่จัดจ้าน
Tip: หากคุณไม่แน่ใจว่าเพซ Easy ของตัวเองคือเท่าไหร่ แนะนำให้ลองใช้ VDOT O2 Calculator เพื่อคำนวณเพซซ้อมที่เหมาะสมกับระดับความฟิตปัจจุบัน มันช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ดีกว่าการวิ่งตามความรู้สึกล้วนๆ ครับ หรือถ้าอยากเจาะลึกเรื่องโซนหัวใจ ผมเคยเขียนไว้ใน วิ่งโซน 2 ให้สนุก! เลือก Nike Air Zoom หรือ Asics Gel-Kayano ดี?

วิทยาศาสตร์ของแผ่นโฟม และความสุนทรีย์ที่เสื่อมสลาย

ความหนาแน่นของโฟมมีผลต่อชีวกลศาสตร์การวิ่ง (Biomechanics) อย่างมีนัยสำคัญ ตัวโฟมมีความยืดหยุ่นสูงแต่ก็ยังคงตัวได้ดีกว่า EVA โฟมแบบดั้งเดิม เรื่องโฟมเสื่อมสภาพนี่มันทำให้ผมนึกถึงแผ่นเสียงเพลงแจ๊สของ Miles Davis ที่เก็บสะสมไว้ที่ห้อง ยิ่งเปิดฟังบ่อยเท่าไหร่ ร่องแผ่นเสียงก็ยิ่งสึกหรอ เข็มที่กรีดลงไปก็เริ่มให้เสียงกอบแกบๆ มันคือสุนทรียภาพที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา รองเท้าวิ่งก็เหมือนกัน ต่อให้ดูแลมันดีแค่ไหน โฟมชั้นกลาง (Midsole) ก็มีอายุขัยในการรับน้ำหนักก้าว งานวิจัยจาก PubMed ชี้ให้เห็นว่า โฟมที่ยุบตัวและสูญเสียความหนาแน่น จะเพิ่มภาระให้กับข้อต่อและกล้ามเนื้อขา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราเกิดอาการล้าแบบฉับพลัน (Sudden Fatigue) ในช่วงกิโลเมตรที่ 30 ของการวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าต่อให้ Vomero 5 จะมี Zoom Air ที่หนึบแน่นแค่ไหน แต่ถ้าวัสดุ PU โดยรอบเริ่มแข็งตัว มันก็ถึงเวลาที่ต้องปลดระวางจากการเป็นรองเท้าวิ่ง กลับไปเป็นรองเท้าเดินห้างแทน

ทดสอบจริงบนถนนคอนกรีตจากบางแสนถึงกรุงเทพฯ

ความร้อนชื้นกับประสิทธิภาพของรองเท้า

ใครเคยไปลุยงาน Bangsaen42 หรือวิ่งฝ่าดงคอนกรีตในงาน Amazing Thailand Marathon จะรู้ดีว่าสภาพอากาศร้อนชื้นและพื้นถนนแข็งๆ ของเมืองไทยมันสูบพลังงานไปแค่ไหน (ลองเช็คสถิติเฉลี่ยของนักวิ่งในงานเหล่านี้ได้ที่ข้อมูลของ ThaiRun) จากประสบการณ์ตรง การใส่ React วิ่งลุยแดดตอน 8 โมงเช้าที่ราชดำเนิน สิ่งที่สัมผัสได้คือความร้อนสะสมที่ฝ่าเท้าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโครงสร้างผ้าตาข่าย (Mesh) สลับกับโครงพลาสติกของ Vomero 5 ที่ระบายอากาศได้ยอดเยี่ยมราวกับเปิดหน้าต่างให้เท้าหายใจได้! Vomero 5 อาจจะไม่ใช่รองเท้าที่วิ่งดีที่สุดในระยะไกล แต่มันกลับเป็นรองเท้าที่ใส่สบายที่สุดเมื่อต้องยืนตากแดดรอรับบิบ หรือเดินกะเผลกๆ หลังจบมาราธอน

นุ่มกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป

ความเชื่อของนักวิ่งหน้าใหม่คือ "รองเท้าต้องนุ่มยวบถึงจะถนอมเข่า" ความจริงแล้วความมั่นคง (Stability) สำคัญมาก โฟม React ให้ความนุ่ม แต่ Vomero 5 ให้ความรู้สึก "เฟิร์ม" จาก Zoom Air ที่ฝังอยู่ด้านหน้าและหลัง ถ้านุ่มไปแล้วข้อเท้าพลิกไปมาตอนสับขา นั่นคือปัญหาใหญ่ของเอ็นร้อยหวาย

เปรียบเทียบสเปก: React vs Zoom Vomero 5

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงลึก

ข้อมูลเปรียบเทียบจากห้องแล็บทดสอบ (Source: RunRepeat. Last verified: 2023-12-15) ชี้ให้เห็นความแตกต่างดังนี้:
คุณสมบัติ Nike React (ตระกูล Infinity) Nike Zoom Vomero 5
การตอบสนอง (Energy Return) ปานกลางค่อนข้างสูง (ยุบแล้วเด้ง) ต่ำ (เฟิร์ม แน่น ไม่ค่อยส่งแรง)
การระบายอากาศ Flyknit กระชับแต่แอบอมความร้อน ตาข่ายทอหลวม ระบายอากาศดีเลิศ
ความทนทานของพื้นยาง (Outsole) สึกไวในบริเวณส้นเท้าด้านนอก ทนทานมากด้วยยาง BRS 1000
ร่องลึกของยาง BRS 1000 ใต้ส้น Vomero 5 มีลายตาราง Waffle ที่มีความลึก 3.2 มิลลิเมตร (ตอนของใหม่) ซึ่งมันหนากว่าพื้นยางของรองเท้าสายทำความเร็วเกือบสองเท่า และผ้าตาข่ายแบบแซนด์วิช (Sandwich Mesh) มีการถักทอแบบ 3 ชั้น ชั้นนอกรูใหญ่ ชั้นกลางเป็นโครงดาม ชั้นในสุดนิ่มละเอียด การออกแบบทางวิศวกรรมนี้ทำให้มันเป็นรองเท้าที่ทนทานและระบายอากาศได้ดีมาก
ภาพซูมรายละเอียดพื้นยางและเนื้อผ้าของรองเท้าวิ่ง
ภาพซูมรายละเอียดพื้นยางและเนื้อผ้าของรองเท้าวิ่ง

สถิติไม่เคยโกหก: 8 ปีบนเส้นทางมาราธอน

ตลอด 8 ปีมานี้ ผมจดบันทึกไมล์สะสมของรองเท้าทุกคู่ ทิ้งรองเท้าพังๆ ไปหลายตู้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือ "ไม่มีรองเท้าคู่ไหนสมบูรณ์แบบ" การทำ Shoe Rotation คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยากวิ่งไปนานๆ ไร้อาการบาดเจ็บ ตระกูล Nike React ยังคงเป็น "ม้างาน" (Workhorse) สำหรับการซ้อมเก็บระยะในวันธรรมดา เพราะมันถนอมกล้ามเนื้อได้ดีกว่า ส่วน Nike Zoom Vomero 5 เป็น "คู่ซ้อมกึ่งไลฟ์สไตล์" ที่สามารถใส่วิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ ตอนเช้า แล้วเดินไปหาคราฟต์เบียร์เย็นๆ ตอนสายๆ ได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเขินว่าแต่งตัวเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากลู่วิ่งครับ 🍻👟

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.