เช้ามืดที่สวนลุมพินี: เมื่อความหนาของพื้นรองเท้าเปลี่ยนไป
อากาศตอนตี 5 ของกรุงเทพฯ มักจะอบอ้าวเสมอ แต่ที่สวนลุมพินีกลับคึกคักไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นยางมะตอยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่ท่าวิ่งของใคร แต่เป็น "สีสัน" และ "ความหนา" ของรองเท้าที่วาดลวดลายอยู่บนลู่วิ่ง ย้อนกลับไปตอนที่ผมเริ่มซ้อมวิ่งมาราธอนอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 (นับถึงตอนนี้ก็ราวๆ 6 ปีพอดี) รองเท้าทำความเร็วที่ทุกคนใฝ่ฝันคือรองเท้าพื้นบางเฉียบ ที่เราเรียกกันว่า Racing Flat แต่วันนี้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่รองเท้าพื้นหนาเตอะสีเขียวสะท้อนแสง สีชมพูแปร๊ด โดยเฉพาะตระกูล nike vaporfly 4 ที่เหมือนจะกลายเป็นเครื่องแบบนักวิ่งไปแล้ว เทคโนโลยีแผ่นคาร์บอนที่เขาว่ากันว่า "ใส่แล้วบินได้" มันมีดีอะไร? ทำไมใครๆ ถึงยอมจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อซื้อมัน? มันช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นจริงๆ หรือเป็นแค่กระแสการตลาด? ลองมาเจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความแรงนี้กันครับ
ความเชื่อผิดๆ: แผ่นคาร์บอนไม่ได้ทำงานเหมือนสปริง
เวลาพูดถึง "แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์" หลายคนมักจะจินตนาการไปถึงสปริงที่พอก้าวเท้าลงพื้นปุ๊บ มันก็จะดีดตัวเราให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง กลไกที่แท้จริงทำงานต่างจากที่เราคิดอย่างสิ้นเชิง แผ่นคาร์บอนไม่ได้ทำงานเป็นสปริง แต่มันทำหน้าที่เป็น "คานงัด" (Lever) และตัวสร้างความมั่นคง (Stabilizer) เมื่อเราวิ่ง โฟมที่หนามากๆ จะเกิดการยุบตัว ถ้าไม่มีแผ่นคาร์บอน โฟมหนาๆ นั้นจะทำให้เท้าเรายวบและสูญเสียพลังงาน แผ่นคาร์บอนที่แทรกอยู่ตรงกลางจะคอยบังคับให้โฟมบีบอัดและคืนตัวในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมกับล็อคข้อต่อบริเวณนิ้วเท้าไม่ให้งอมากเกินไป ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานของน่องและเอ็นร้อยหวายได้อย่างมหาศาลตัวเลข 4% มาจากไหน? เรื่องจริงหรือการตลาด
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับตัวเลขนี้ ตัวเลข 4% ไม่ใช่ความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นค่า Running Economy หรือ "ความประหยัดพลังงาน" ในการวิ่ง ตามงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Sports Medicine ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการศึกษาเรื่องนี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รองเท้าต้นแบบที่มีแผ่นคาร์บอนช่วยลดต้นทุนการใช้ออกซิเจน (Metabolic Cost) ของนักวิ่งได้เฉลี่ย 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าแข่งที่เร็วที่สุดในยุคนั้น พูดง่ายๆ คือ ที่ความเร็วเท่ากัน ร่างกายจะเหนื่อยน้อยลง 4% ในโลกของการฝึกซ้อมมาราธอนที่ต้องวิ่งกันยาวนาน พลังงาน 4% ที่เหลืออยู่นี้คือสิ่งที่จะชี้วัดว่าคุณจะทำ New PB ได้หรือไม่
ข้อมูลควรรู้: Running Economy เปรียบเสมือนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์ ถ้ารถกินน้ำมันน้อยลง ก็สามารถขับได้ไกลขึ้นหรือเร็วขึ้นด้วยน้ำมันเท่าเดิม
Nike Vaporfly vs ASICS Metaspeed: ศึกแห่งคาร์บอน
ตลาดรองเท้าคาร์บอนปัจจุบันมีการแข่งขันที่ดุเดือด ค่ายจากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง ASICS ก็ส่ง asics metaspeed เข้ามาท้าชนอย่างสมศักดิ์ศรี ลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบจากผู้ผลิตกันครับ| คุณสมบัติ | Nike Vaporfly (4% / Next%) | ASICS Metaspeed (Sky / Edge) |
|---|---|---|
| ชนิดของโฟม | ZoomX (PEBA) นุ่ม ยุบตัวเยอะ เด้งกลับสูง | FF Blast Turbo (Nylon-based) แน่นกว่า เฟิร์มกว่า |
| รูปทรงและการออกแบบ | ออกแบบให้ไหลไปข้างหน้าแบบ Rocker | แยกตามสไตล์การวิ่ง: Sky สำหรับ Stride Runner, Edge สำหรับ Cadence Runner |
| สัมผัสการวิ่ง | นุ่มยวบและดีดตัวสูง | มั่นคงและตอบสนองพื้นได้ดีกว่าเล็กน้อย |
สัมผัสแรกบนแทรมโพลีนจำลอง
"ระวังล้มนะครับ เวลาเดินมันจะโยกๆ หน่อย" นี่คือคำเตือนคลาสสิกจากพนักงานร้านรองเท้า ความรู้สึกแรกที่ยืนขึ้นบนรองเท้าคาร์บอนคือความ "ยวบ" และ "โคลงเคลง" ส้นเท้าพร้อมจะยุบตัวลงไปตลอดเวลา แต่พอเริ่มซอยเท้าเหยาะๆ ความรู้สึกไม่มั่นคงนั้นก็หายไป กลายเป็นแรงผลักให้พุ่งไปข้างหน้า โครงสร้างของรองเท้าถูกออกแบบมาให้ไม่มีความเสถียรตอนยืนหรือเดิน แต่มันจะทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อทิ้งน้ำหนักลงไปในจังหวะวิ่งเท่านั้นวิวัฒนาการจากพื้นบางสู่พื้นหนา
ช่วงปี 2015-2016 นักวิ่งระดับแนวหน้ายังนิยมใส่รองเท้าพื้นบางเฉียบที่เรียกว่า Racing Flat (อ้างอิงจาก Runner's World) แนวคิดหลักคือรองเท้าต้องเบาที่สุดและสัมผัสพื้นให้มากที่สุด จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อมีการเปิดตัวรองเท้าพื้นหนาที่ซ่อนแผ่นคาร์บอนไว้ข้างใน ทำลายความเชื่อเดิมที่ว่า "รองเท้าเร็วต้องบาง" ไปจนหมดสิ้น จนถึงปัจจุบันนี้ (ปี 2021) เราแทบจะไม่เห็นนักวิ่งหัวแถวใส่รองเท้าพื้นบางในการแข่งขันระยะไกลอีกต่อไปโครงสร้างวิศวกรรม: โฟม PEBAX และองศาแผ่นคาร์บอน
ความลับของความเร็วไม่ได้อยู่ที่แผ่นคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่วัสดุ "โฟม" อย่าง PEBAX (Polyether block amide) คือพระเอกตัวจริง โฟมชนิดนี้มีน้ำหนักเบากว่าโฟม EVA ทั่วไป แต่ให้ค่า Energy Return (การคืนพลังงาน) ได้สูงถึง 85-90% การจัดวางองศาความโค้งของแผ่น (Rocker Geometry) ยังถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ แผ่นคาร์บอนที่โค้งงอตามรูปเท้าจะช่วยล็อคข้อต่อ Metatarsophalangeal (MTP) joint ไม่ให้งอมากเกินไปขณะที่เท้ากำลังจะพ้นพื้น (Toe-off) ซึ่งเป็นจุดที่กล้ามเนื้อมักจะสูญเสียพลังงาน
สถิติโลกและขีดจำกัดมนุษย์ที่ถูกทำลาย
สถิติการแข่งขันที่ถูกบันทึกไว้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน นับตั้งแต่มีการนำเทคโนโลยีคาร์บอนมาใช้ สถิติโลกของมาราธอนก็ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Athletics ระบุว่าในบรรดาสถิติ Top 100 ของการวิ่งมาราธอนที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ กว่า 70% เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ มีส่วนช่วยขยายขีดจำกัดของมนุษย์ระวังกล้ามเนื้อทำงานเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนมาใส่รองเท้าคาร์บอนไม่ได้หมายความว่าจะวิ่งเร็วขึ้นอย่างไร้ผลข้างเคียง กลไกของแผ่นคาร์บอนและโฟมหนาจะไปลดภาระของข้อเข่าและต้นขาด้านหน้า (Quads) แต่มันจะย้ายภาระนั้นไปตกที่ข้อเท้า น่อง และเอ็นร้อยหวายแทน หากไม่เคยฝึกความแข็งแรง (Strength Training) ให้กับกล้ามเนื้อส่วนนี้ อาการบาดเจ็บอาจตามมาได้Tip: หากเริ่มมีอาการตึงที่น่องหลังจากเปลี่ยนมาใช้รองเท้าคาร์บอน ให้กลับไปใส่รองเท้าคู่ปกติสลับซ้อม (Shoe Rotation) และเพิ่มท่าฝึก Calf Raises ในตารางเวทเทรนนิ่ง
มือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการพื้นหนาควรเริ่มจากการใส่ซ้อมในระยะสั้นๆ ก่อน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ที่เปลี่ยนไป ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรองช้ำหรือเอ็นร้อยหวายอักเสบ
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.