รีวิว Nike Air Zoom พร้อมไอเทมเติมพลังที่นักวิ่งต้องมี

รองเท้าวิ่งระดับท็อปช่วยประหยัดพลังงานได้จริงหรือ? วิเคราะห์ข้อมูลจากสนามจริง

ตลอด 6 ปีที่ผมเริ่มวิ่งจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 ผมมักจะตั้งคำถามเสมอว่า เทคโนโลยีรองเท้าวิ่งที่แข่งขันกันดุเดือดในปัจจุบันมันช่วยให้เราวิ่งดีขึ้นจริงหรือเปล่า? ตอนนี้แบรนด์ต่างๆ พากันใส่แผ่นคาร์บอนและโฟมหนาเข้ามาในรองเท้ากันหมด คำถามคือ มันช่วยประหยัดพลังงานได้จริง หรือเป็นเพียงนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสถิติของกลุ่มนักวิ่งอีลีทเท่านั้น? ผมพบข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิจัยใน PubMed (Sports Medicine) ที่ศึกษาเรื่องกลศาสตร์ชีวภาพ (Biomechanics) และการประหยัดพลังงาน (Running Economy) ของรองเท้าวิ่งยุคใหม่ ข้อมูลระบุว่าเทคโนโลยีโฟมขั้นสูงและแผ่นคาร์บอนที่โค้งงอได้ในรองเท้าตระกูล Zoom ของ Nike สามารถช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่ข้อเท้าและนิ้วเท้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขชี้ว่าช่วยพัฒนา Running Economy ได้เฉลี่ยถึง 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบดั้งเดิม
Three dedicated male runners in vibrant
Three dedicated male runners in vibrant
แต่ตัวเลข 4% นี้แลกมาด้วยรูปทรงเฉพาะตัวและ "ดรอป" ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมหากกล้ามเนื้อขาของเรายังไม่แข็งแรงพอที่จะควบคุมความดีดของรองเท้าได้ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร นี่คือจุดที่นักวิ่งสาย Data อย่างเราต้องนำสเปกมากางดูครับ

ตัวเลขสถิติจากนักวิ่งทั่วโลก: เทรนด์มาราธอนปีนี้บอกอะไรเรา

ก่อนจะไปเจาะลึกสเปกรองเท้าและเจลพลังงาน ข้อมูลจาก Strava Insights ทำให้ผมเห็นภาพรวมที่น่าทึ่งมากเกี่ยวกับพฤติกรรมนักวิ่งในช่วงปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงที่งานวิ่งทั่วโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal จากสถิติของ Strava พบว่าเพซเฉลี่ย (Average Pace) ของนักวิ่งชายทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6:12 นาที/กิโลเมตร ในขณะที่นักวิ่งหญิงอยู่ที่ 7:15 นาที/กิโลเมตร แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ในกลุ่มนักวิ่งที่ทำสถิติ Personal Best (PB) ได้ใหม่ รองเท้าตระกูล Nike Air Zoom ครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลนี้สอดคล้องกับภาพที่ผมเห็นทุกเช้าที่สวนลุมพินี นักวิ่งหลายคนเริ่มเปลี่ยนจากรองเท้าสายซัพพอร์ตแบบหนาหนัก มาเป็นรองเท้าทำความเร็วที่มีน้ำหนักเบาและเน้นการส่งคืนพลังงานกันมากขึ้น
Tip: หากคุณอยากรู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้เหมาะกับคุณหรือไม่ ลองกลับไปอ่าน วิ่งโซน 2 ให้สนุก! เลือก Nike Air Zoom หรือ Asics Gel-Kayano ดี? ที่ผมเคยเขียนเทียบไว้ดูนะครับ

เจาะลึกสเปก Nike Air Zoom: น้ำหนัก ดรอป และประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมได้รวบรวมข้อมูลทางเทคนิคจาก RunRepeat เพื่อเปรียบเทียบสเปกของรุ่นยอดนิยม 3 รุ่นที่นักวิ่งมักจะสับสนเวลาเลือกซื้อ
รุ่นรองเท้า น้ำหนัก (ชาย US 9) Heel Drop (มม.) ประเภทการใช้งาน Expert Score (เต็ม 100)
Nike Air Zoom Pegasus 38 281 กรัม 10 มม. Daily Trainer (ซ้อมประจำวัน) 85
Nike ZoomX Vaporfly NEXT% 2 196 กรัม 8 มม. Racing (เน้นทำเวลา) 94
Nike Air Zoom Alphafly NEXT% 210 กรัม 4 มม. Marathon Racing (เน้นทำเวลา) 91
Source: RunRepeat. Last verified: 2021-09-10 จากตารางจะเห็นว่าน้ำหนักของรุ่นแข่งเบากว่ารุ่นซ้อมเกือบ 100 กรัม ซึ่งมีผลมากต่อความเหนื่อยล้าสะสม แต่จุดที่น่าสังเกตที่สุดคือ Alphafly ที่มีดรอปเพียง 4 มม. ออกแบบมาเพื่อบังคับให้ลงหน้าเท้าหรือกลางเท้าโดยเฉพาะ ซึ่งหากคุณเป็นนักวิ่งสายลงส้น (Heel Striker) การข้ามไปใช้ Alphafly ทันทีอาจเพิ่มภาระให้กับเอ็นร้อยหวายได้มากกว่าที่คิด

อาการหมดแรงท้ายเรซ: เมื่อรองเท้าเทพช่วยไม่ได้

ต่อให้รองเท้าจะราคาหลักหมื่น แต่ถ้าร่างกายขาดเชื้อเพลิง กำแพงมาราธอนที่กิโลเมตรที่ 30 ก็พร้อมจะต้อนรับคุณเสมอ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใจอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวเคมีในร่างกาย งานวิจัยจาก PubMed ยืนยันว่าประสิทธิภาพของการโหลดคาร์โบไฮเดรตและการใช้เจลพลังงานระหว่างวิ่งมีความสำคัญมาก ร่างกายของเราสะสมไกลโคเจนได้จำกัด (ประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่) ซึ่งมักจะหมดลงหลังจากวิ่งผ่านไป 2.5 - 3 ชั่วโมง การเติมพลังงานอย่างเป็นระบบจึงเป็น "ไอเทมกู้ชีพ" ที่ขาดไม่ได้เลยครับ

ความเชื่อเรื่องการโหลดคาร์บ: กินพาสต้ามื้อเดียวพอจริงหรือ?

หนึ่งในความเชื่อที่ผมเคยพลาดมาแล้วในช่วงเริ่มวิ่งปีแรกๆ คือการไปกิน Pasta Party จัดเต็มแค่คืนก่อนแข่งเพียงมื้อเดียว ผลคือท้องอืดและขับถ่ายลำบากในเช้าวันแข่ง ข้อมูลโภชนาการสมัยใหม่ชี้ว่าการโหลดคาร์บที่ถูกต้องควรทำล่วงหน้า 2-3 วัน โดยค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี และลดปริมาณการซ้อม (Tapering) เพื่อให้กล้ามเนื้อกักเก็บพลังงานได้เต็มที่โดยไม่เกิดภาระกับระบบย่อยอาหาร

โภชนาการนักวิ่งไทย: เทรนด์เจลพลังงานและข้อควรระวัง

จากการติดตามข้อมูลในชุมชน ThaiRun ผมพบว่าตอนนี้นักวิ่งในไทยเริ่มให้ความสำคัญกับสารอาหารย่อยอย่างอิเล็กโทรไลต์และกรดอะมิโน (BCAA) ในเจลพลังงานมากขึ้น เพื่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของบ้านเรา
ประเภทพลังงาน ความถี่ที่แนะนำ ข้อควรระวัง (Critical Note)
เจลพลังงาน (Energy Gel) ทุกๆ 45-60 นาที ต้องดื่มน้ำเปล่าตามเสมอ ห้ามดื่มพร้อมเกลือแร่เข้มข้นเพราะจะทำให้ท้องเสียจากภาวะ Osmotic Diarrhea
เกลือแร่ (Electrolytes) จิบทุกๆ จุดให้น้ำ ระวังปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไปในบางยี่ห้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการน้ำตาลตก (Insulin Spike) ระหว่างวิ่ง
Source: ThaiRun. Last verified: 2021-09-10

จังหวะวิ่ง เพลงแจ๊ส และการตามหารองเท้าที่ใช่

การเลือกรองเท้าวิ่งก็เหมือนกับการสะสมแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่ผมรักครับ แผ่น Audiophile ราคาแพงให้เสียงที่คมชัดและมีไดนามิกกว้าง (เหมือน Vaporfly ที่ดีดและพุ่ง) แต่บางวันเราก็ต้องการความอบอุ่น นุ่มนวล และความมั่นคงจากแผ่นเสียงดั้งเดิม (เหมือน Pegasus ที่ไว้ใจได้ในทุกการซ้อม) สุดท้ายแล้ว ทั้งตัวเลขดรอปของรองเท้า น้ำหนัก หรือค่าแคลอรี่ในเจล เป็นเพียง "ตัวแปร" ในการคำนวณเท่านั้น การจะพิชิตมาราธอนได้ดีที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์แพงแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณเข้าใจ "ดาต้า" ของร่างกายตัวเองดีพอหรือเปล่าที่จะปรับจูนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เข้ากับจังหวะการวิ่งของคุณเองครับ

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.