รีวิว Nike Air Zoom พร้อมไอเทมเติมพลังที่นักวิ่งต้องมี
2021-09-10 · ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น) · 2 min read โภชนาการเปรียบเทียบ
รองเท้าวิ่งระดับท็อปช่วยประหยัดพลังงานได้จริงหรือ? วิเคราะห์ข้อมูลจากสนามจริง
ตลอด 6 ปีที่ผมเริ่มวิ่งจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 ผมมักจะตั้งคำถามเสมอว่า เทคโนโลยีรองเท้าวิ่งที่แข่งขันกันดุเดือดในปัจจุบันมันช่วยให้เราวิ่งดีขึ้นจริงหรือเปล่า? ตอนนี้แบรนด์ต่างๆ พากันใส่แผ่นคาร์บอนและโฟมหนาเข้ามาในรองเท้ากันหมด คำถามคือ มันช่วยประหยัดพลังงานได้จริง หรือเป็นเพียงนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสถิติของกลุ่มนักวิ่งอีลีทเท่านั้น?
ผมพบข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิจัยใน
PubMed (Sports Medicine) ที่ศึกษาเรื่องกลศาสตร์ชีวภาพ (Biomechanics) และการประหยัดพลังงาน (Running Economy) ของรองเท้าวิ่งยุคใหม่ ข้อมูลระบุว่าเทคโนโลยีโฟมขั้นสูงและแผ่นคาร์บอนที่โค้งงอได้ในรองเท้าตระกูล Zoom ของ Nike สามารถช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่ข้อเท้าและนิ้วเท้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขชี้ว่าช่วยพัฒนา Running Economy ได้เฉลี่ยถึง 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบดั้งเดิม
Three dedicated male runners in vibrant
แต่ตัวเลข 4% นี้แลกมาด้วยรูปทรงเฉพาะตัวและ "ดรอป" ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมหากกล้ามเนื้อขาของเรายังไม่แข็งแรงพอที่จะควบคุมความดีดของรองเท้าได้ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร นี่คือจุดที่นักวิ่งสาย Data อย่างเราต้องนำสเปกมากางดูครับ
ตัวเลขสถิติจากนักวิ่งทั่วโลก: เทรนด์มาราธอนปีนี้บอกอะไรเรา
ก่อนจะไปเจาะลึกสเปกรองเท้าและเจลพลังงาน ข้อมูลจาก
Strava Insights ทำให้ผมเห็นภาพรวมที่น่าทึ่งมากเกี่ยวกับพฤติกรรมนักวิ่งในช่วงปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงที่งานวิ่งทั่วโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal
จากสถิติของ Strava พบว่าเพซเฉลี่ย (Average Pace) ของนักวิ่งชายทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6:12 นาที/กิโลเมตร ในขณะที่นักวิ่งหญิงอยู่ที่ 7:15 นาที/กิโลเมตร แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ในกลุ่มนักวิ่งที่ทำสถิติ Personal Best (PB) ได้ใหม่ รองเท้าตระกูล Nike Air Zoom ครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลนี้สอดคล้องกับภาพที่ผมเห็นทุกเช้าที่สวนลุมพินี นักวิ่งหลายคนเริ่มเปลี่ยนจากรองเท้าสายซัพพอร์ตแบบหนาหนัก มาเป็นรองเท้าทำความเร็วที่มีน้ำหนักเบาและเน้นการส่งคืนพลังงานกันมากขึ้น
เจาะลึกสเปก Nike Air Zoom: น้ำหนัก ดรอป และประสิทธิภาพ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมได้รวบรวมข้อมูลทางเทคนิคจาก
RunRepeat เพื่อเปรียบเทียบสเปกของรุ่นยอดนิยม 3 รุ่นที่นักวิ่งมักจะสับสนเวลาเลือกซื้อ
| รุ่นรองเท้า |
น้ำหนัก (ชาย US 9) |
Heel Drop (มม.) |
ประเภทการใช้งาน |
Expert Score (เต็ม 100) |
| Nike Air Zoom Pegasus 38 |
281 กรัม |
10 มม. |
Daily Trainer (ซ้อมประจำวัน) |
85 |
| Nike ZoomX Vaporfly NEXT% 2 |
196 กรัม |
8 มม. |
Racing (เน้นทำเวลา) |
94 |
| Nike Air Zoom Alphafly NEXT% |
210 กรัม |
4 มม. |
Marathon Racing (เน้นทำเวลา) |
91 |
Source: RunRepeat. Last verified: 2021-09-10
จากตารางจะเห็นว่าน้ำหนักของรุ่นแข่งเบากว่ารุ่นซ้อมเกือบ 100 กรัม ซึ่งมีผลมากต่อความเหนื่อยล้าสะสม แต่จุดที่น่าสังเกตที่สุดคือ Alphafly ที่มีดรอปเพียง 4 มม. ออกแบบมาเพื่อบังคับให้ลงหน้าเท้าหรือกลางเท้าโดยเฉพาะ ซึ่งหากคุณเป็นนักวิ่งสายลงส้น (Heel Striker) การข้ามไปใช้ Alphafly ทันทีอาจเพิ่มภาระให้กับเอ็นร้อยหวายได้มากกว่าที่คิด
อาการหมดแรงท้ายเรซ: เมื่อรองเท้าเทพช่วยไม่ได้
ต่อให้รองเท้าจะราคาหลักหมื่น แต่ถ้าร่างกายขาดเชื้อเพลิง กำแพงมาราธอนที่กิโลเมตรที่ 30 ก็พร้อมจะต้อนรับคุณเสมอ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใจอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวเคมีในร่างกาย
งานวิจัยจาก
PubMed ยืนยันว่าประสิทธิภาพของการโหลดคาร์โบไฮเดรตและการใช้เจลพลังงานระหว่างวิ่งมีความสำคัญมาก ร่างกายของเราสะสมไกลโคเจนได้จำกัด (ประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่) ซึ่งมักจะหมดลงหลังจากวิ่งผ่านไป 2.5 - 3 ชั่วโมง การเติมพลังงานอย่างเป็นระบบจึงเป็น "ไอเทมกู้ชีพ" ที่ขาดไม่ได้เลยครับ
ความเชื่อเรื่องการโหลดคาร์บ: กินพาสต้ามื้อเดียวพอจริงหรือ?
หนึ่งในความเชื่อที่ผมเคยพลาดมาแล้วในช่วงเริ่มวิ่งปีแรกๆ คือการไปกิน Pasta Party จัดเต็มแค่คืนก่อนแข่งเพียงมื้อเดียว ผลคือท้องอืดและขับถ่ายลำบากในเช้าวันแข่ง ข้อมูลโภชนาการสมัยใหม่ชี้ว่าการโหลดคาร์บที่ถูกต้องควรทำล่วงหน้า 2-3 วัน โดยค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี และลดปริมาณการซ้อม (Tapering) เพื่อให้กล้ามเนื้อกักเก็บพลังงานได้เต็มที่โดยไม่เกิดภาระกับระบบย่อยอาหาร
โภชนาการนักวิ่งไทย: เทรนด์เจลพลังงานและข้อควรระวัง
จากการติดตามข้อมูลในชุมชน
ThaiRun ผมพบว่าตอนนี้นักวิ่งในไทยเริ่มให้ความสำคัญกับสารอาหารย่อยอย่างอิเล็กโทรไลต์และกรดอะมิโน (BCAA) ในเจลพลังงานมากขึ้น เพื่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของบ้านเรา
| ประเภทพลังงาน |
ความถี่ที่แนะนำ |
ข้อควรระวัง (Critical Note) |
| เจลพลังงาน (Energy Gel) |
ทุกๆ 45-60 นาที |
ต้องดื่มน้ำเปล่าตามเสมอ ห้ามดื่มพร้อมเกลือแร่เข้มข้นเพราะจะทำให้ท้องเสียจากภาวะ Osmotic Diarrhea |
| เกลือแร่ (Electrolytes) |
จิบทุกๆ จุดให้น้ำ |
ระวังปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไปในบางยี่ห้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการน้ำตาลตก (Insulin Spike) ระหว่างวิ่ง |
Source: ThaiRun. Last verified: 2021-09-10
จังหวะวิ่ง เพลงแจ๊ส และการตามหารองเท้าที่ใช่
การเลือกรองเท้าวิ่งก็เหมือนกับการสะสมแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่ผมรักครับ แผ่น Audiophile ราคาแพงให้เสียงที่คมชัดและมีไดนามิกกว้าง (เหมือน Vaporfly ที่ดีดและพุ่ง) แต่บางวันเราก็ต้องการความอบอุ่น นุ่มนวล และความมั่นคงจากแผ่นเสียงดั้งเดิม (เหมือน Pegasus ที่ไว้ใจได้ในทุกการซ้อม)
สุดท้ายแล้ว ทั้งตัวเลขดรอปของรองเท้า น้ำหนัก หรือค่าแคลอรี่ในเจล เป็นเพียง "ตัวแปร" ในการคำนวณเท่านั้น การจะพิชิตมาราธอนได้ดีที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์แพงแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณเข้าใจ "ดาต้า" ของร่างกายตัวเองดีพอหรือเปล่าที่จะปรับจูนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เข้ากับจังหวะการวิ่งของคุณเองครับ
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.