อัปเดต Asics Novablast 4 หลังผ่านพ้นฤดูกาลมาราธอน: ยังเป็นคู่เก่งอยู่ไหม?

หลังม่านฤดูกาลมาราธอน 2026: ถึงเวลาปลดประจำการ Asics Novablast 4 หรือยัง?

เดือนพฤศจิกายนมาเยือนพร้อมกับลมหนาวจางๆ ที่สวนลุมพินี สำหรับนักวิ่งหลายคน นี่คือช่วงเวลาแห่งการพักฟื้นหลังจากผ่านสมรภูมิรบในงานใหญ่อย่าง Bangsaen42 หรือ Amazing Thailand Marathon ที่เพิ่งจบลงไปตามปฏิทินของ ThaiRun Event Portal

ตลอด 11 ปีที่ผมคลุกคลีกับการซ้อมมาราธอนมาตั้งแต่ปี 2015 ปีนี้เป็นอีกปีที่สนุกกับการปรับตารางซ้อมและสลับรองเท้าวิ่ง โดยเฉพาะช่วงสะสมระยะ (Mileage building) ที่กินเวลาหลายเดือนก่อนวันแข่งจริง คำถามที่เพื่อนๆ นักวิ่งชอบทักมาถามโค้ชวัย 38 อย่างผมคือ รองเท้าสายซัพพอร์ตตัวเก่งประจำปี หลังผ่านการบดขยี้มาหลายร้อยกิโลเมตร สภาพมันเป็นอย่างไร และยังคุ้มค่าที่จะหยิบมาใส่อยู่ไหม

เจาะลึกสถิติ: เมื่อโฟมถูกทดสอบด้วยระยะทาง

ข้อมูลทางสถิติจากการทดสอบในห้องแล็บให้ภาพที่ชัดเจนกว่าความรู้สึกส่วนตัว อ้างอิงจาก RunRepeat Shoe Database โฟม FF Blast+ Eco มีความหนาแน่นและอัตราการยุบตัวที่ทนทานกว่าวัสดุรุ่นก่อนๆ หลังจากผ่านการจำลองการวิ่งระยะไกล โฟมชนิดนี้ยังคงรักษาประสิทธิภาพการเด้งคืนตัวได้ดีในระดับที่น่าพอใจ แม้จะมีร่องรอยการสึกของพื้นยางบ้างตามระยะทาง

ประเด็นที่น่าจับตามองสำหรับสายสเปกคือเรื่องความหนาของพื้น (Stack height) รองเท้ารุ่นนี้มีความหนาส้นเท้าถึง 41.5mm ซึ่งทะลุกฎ 40mm ที่ World Athletics กำหนดไว้สำหรับการแข่งขันระดับ Elite อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าสำหรับนักวิ่งสมัครเล่นทั่วไป การใส่ลงแข่งไม่ได้ผิดกติกาแต่อย่างใด และความหนาระดับนี้ก็แลกมากับการซับแรงกระแทกที่ยอดเยี่ยม

รุ่นรองเท้า Stack Height (Heel) Drop ประเภทโฟม
Asics Novablast 4 41.5 mm 8 mm FF Blast+ Eco
Nike Zoom Fly 6 40 mm 8 mm ZoomX

Source: RunRepeat. Last verified: 2026-11-01

เทรนด์การซ้อมระดับโลกหลังจบฤดูกาล

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักวิ่งทั่วโลกในช่วงปลายปีเป็นสิ่งที่มีข้อมูลอ้างอิงชัดเจน สถิติจาก Strava Insights ระบุว่าในสัปดาห์หลังจบรายการมาราธอนหลักๆ อัตราการใช้งานรองเท้าวิ่งคาร์บอน (Carbon-plated shoes) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขสะท้อนให้เห็นว่านักวิ่งหันกลับมาสวมใส่ Daily Trainer ที่เน้นการปกป้องเท้ามากขึ้น เพื่อลดภาระของกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายที่ถูกใช้งานอย่างหนักจากรองเท้าสายเรซซิ่งที่มีความกระด้างสูง

นักวิ่งพักผ่อนในสวนสาธารณะกำลังดูข้อมูลสถิติบนนาฬิกา
นักวิ่งพักผ่อนในสวนสาธารณะกำลังดูข้อมูลสถิติบนนาฬิกา

วิทยาศาสตร์การฟื้นฟู และรางวัลหลังเส้นชัย

ช่วง Active Recovery เป็นจังหวะที่ร่างกายต้องการความเอาใจใส่ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬาบนฐานข้อมูล PubMed ชี้ให้เห็นว่า การใช้รองเท้าที่มีระบบลดแรงกระแทกสูง (Max cushion) ในการวิ่งเหยาะๆ หลังการแข่งขัน ช่วยลดความเสียหายของกล้ามเนื้อ (Muscle damage) และลดแรงกระแทกที่กระทำต่อข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการฟื้นฟูทางกายแล้ว การเยียวยาจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน การได้กลับมาเปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊สวงโปรด พร้อมจิบคราฟต์เบียร์สไตล์ Stout หรือ IPA นุ่มๆ เย็นจัดสักแก้ว ถือเป็นพิธีกรรมหลังจบเรซที่ขาดไม่ได้ มันคือรางวัลที่ยอดเยี่ยมหลังจากที่ต้องคุมอาหารและฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดมาหลายเดือน

เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนคู่ใหม่

หากคุณมีรองเท้าคู่เก่งที่ผ่านศึกมาราธอนมาอย่างโชกโชน ลองประเมินสภาพของมันด้วยสองจุดสังเกตง่ายๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะลุยต่อหรือพอแค่นี้:

  • สำรวจหน้าสัมผัสพื้นยาง: พลิกดูพื้นยาง AHAR ถ้าร่องดอกยางบริเวณจุดลงน้ำหนักหลักยังไม่สึกจนโล้นถึงชั้นโฟม รองเท้าคู่เดิมก็ยังพาคุณไปจ๊อกกิ้งต่อได้
  • ทดสอบแรงส่งของโฟม: ลองใส่วิ่งเพซสบายๆ สัก 5 กิโลเมตร ถ้ารู้สึกว่าแรงส่งหายไปหรือโฟมเริ่มยวบ ไม่เด้งสู้เท้าเหมือนช่วงแรก ควรลดบทบาทมันลงมาเป็นรองเท้าสำหรับเดิน หรือใช้วิ่งฟื้นฟูระยะสั้นๆ แทน
ข้อควรระวัง: การฝืนใส่รองเท้าวิ่งที่โฟมหมดสภาพ (Dead foam) เพื่อซ้อมทำความเร็ว เสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บสะสมที่หัวเข่าและหน้าแข้ง หากสังเกตเห็นริ้วรอยยับลึกบริเวณด้านข้างของโฟมที่ไม่คืนตัว ควรพิจารณาปลดระวางจากการซ้อมระยะยาว

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.