Novablast 4 ออกใหม่: ซื้อเลยหรือใช้คู่เดิมต่อดี?
กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วครับสำหรับแบรนด์รองเท้าวิ่งที่ต้องออกรุ่นใหม่มาเขย่ากระเป๋าสตางค์เราทุกปี ในฐานะคนที่คลุกคลีกับการซ้อมมาราธอนมาตั้งแต่ปี 2015 (ก็นับว่า 8 ปีเต็มแล้วที่ผมก้มหน้าก้มตาเก็บระยะจากสวนลุมพินีไปถึงถนนเส้นต่างๆ) ผมเข้าใจดีว่าอาการ "ของมันต้องมี" เวลาเห็นรองเท้ารุ่นที่ชอบเปิดตัวเวอร์ชันใหม่มันรุนแรงแค่ไหน โดยเฉพาะกับตระกูล Novablast ที่สร้างชื่อเรื่องความเด้งสนุกจนกลายเป็นขวัญใจนักวิ่งไทยหลายคน ปัญหาที่ผมได้รับคำถามบ่อยที่สุดในช่วงนี้คือ "พี่ต้นครับ Novablast 4 ออกแล้ว Novablast 3 ในมือสั่นไปหมด คุ้มไหมที่จะเปลี่ยน?" คำตอบเบื้องต้นที่ผมมักจะให้ไปคือ ให้กลับไปเช็ค 'ความมั่นคง (Stability)' ในการวิ่งของคุณ และ 'สภาพพื้น' ของคู่เดิมเป็นหลักครับ
Update: 10 ตุลาคม 2023
ในบทความที่แล้วผมเคยแนะนำเรื่องการเลือกรองเท้าที่เน้นความเด้งเพื่อลดความน่าเบื่อ แต่ในวันนี้เมื่อเทคโนโลยีโฟมขยับไปไกลขึ้น ผมขออัปเดตว่า "ความเด้งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมาพร้อมความเสถียรด้วย" ครับ
ก่อนจะกดสั่งซื้อ ลองเช็คสภาพ Novablast 3 ของคุณดูก่อนครับ ถ้าดอกยาง (Outsole) ยังไม่สึกจนถึงชั้นโฟม หรือความรู้สึกเวลาเท้ากระทบพื้นยังไม่ "กระด้าง" จนรู้สึกสะเทือนถึงเข่า การใช้คู่เดิมต่อไปเพื่อเก็บระยะให้ครบ 600-800 กม. ก็ยังเป็นทางเลือกที่ฉลาดในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ารองเท้ามัน "ยวบยาบ" เกินไปจนคุมข้อเท้าลำบากเวลาวิ่งยาว นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าโครงสร้าง Midsole ของรุ่น 3 เริ่มล้า และการขยับไปรุ่น 4 ที่เน้นความมั่นคงมากขึ้นอาจจะเป็นคำตอบที่ใช่ครับ
พัฒนาการจากรุ่น 3 สู่ 4: การเดินทางของโฟมและดีไซน์
ถ้าใครจำได้ ตอนที่ Asics Novablast 3 เปิดตัว มันคือการปฏิวัติวงการ Daily Trainer เลยก็ว่าได้ครับ ด้วยการนำเทคโนโลยี FF Blast+ มาใช้ ทำให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาหวิวแต่เด้งเหมือนติดสปริง (อ้างอิงข้อมูลสเปกจาก RunRepeat: Asics Novablast 3 Review) มันกลายเป็นรองเท้าที่ผมหยิบมาใส่บ่อยที่สุดในวัน Easy Run เพราะความสนุกของมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงสะท้อนจากชุมชนนักวิ่งเริ่มเปลี่ยนไปครับ นักวิ่งหลายคนเริ่มรู้สึกว่าความเด้งของรุ่น 3 มันมาพร้อมกับความ "ดิ้น" หรือความไม่มั่นคง โดยเฉพาะเวลาวิ่งด้วยความเร็วสูงหรือตอนที่ร่างกายเริ่มล้าจนฟอร์มการวิ่งเสียไป นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Asics พัฒนา Novablast 4 ออกมาโดยเน้นไปที่การแก้โจทย์เรื่อง Stability และการเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืนขึ้น ในรุ่นที่ 4 นี้มีการเปลี่ยนโฟมมาใช้ FF Blast+ ECO ซึ่งเป็นวัสดุชีวภาพ (Bio-based content) อย่างน้อย 20% เพื่อตอบรับกระแสลดโลกร้อน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการปรับรูปทรงพื้นรองเท้าที่กว้างขึ้นและการออกแบบ Outsole แบบใหม่ที่ให้การยึดเกาะดีกว่าเดิม (อ้างอิงข้อมูลจาก RunRepeat: Asics Novablast 4 Review) ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟีลลิ่งการวิ่งเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนครับผ่าสเปกเทียบชัดๆ: โฟม ความสูง และทรง Rocker
ตัวเลขในห้องแล็บมักจะไม่โกหกเรา การเปรียบเทียบระหว่างรุ่น 3 และ 4 มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:| คุณสมบัติ | Novablast 3 | Novablast 4 |
|---|---|---|
| น้ำหนัก (Size 9 US) | ~253 กรัม | ~260 กรัม |
| Stack Height (ส้นเท้า) | 31 มม. | 41.5 มม. |
| Drop | 8 มม. | 8 มม. |
| วัสดุโฟม | FF Blast+ | FF Blast+ ECO |
| วัสดุหน้าผ้า | Jacquard Mesh | Engineered Woven Upper |

ฟีลลิ่งตอนซ้อมยาว: เด้งสู้รุ่นเก่าได้ไหม?
"ผมเอา Novablast 4 ไปลองวิ่ง Long Run 25 กม. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ช่วงกิโลเมตรที่ 18-20 ที่ปกติขาจะเริ่มล้าและข้อเท้าจะเริ่มแกว่ง ความรู้สึกที่ได้จากรุ่น 4 มันต่างจากรุ่น 3 ชัดเจนครับ รุ่น 3 จะให้ความรู้สึกเด้งตึ๋งหนึบเหมือนลูกบอล แต่รุ่น 4 มันให้ความรู้สึก 'แน่น' และ 'ส่ง' แบบมีทิศทางมากกว่า"ความเด้งของ FF Blast+ ECO ในรุ่น 4 อาจจะไม่ได้ดู 'พุ่ง' เท่ารุ่นก่อนหน้าในช่วงกิโลเมตรแรกๆ แต่มันรักษาความสม่ำเสมอได้ดีกว่ามากครับ ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับรีวิวจาก Runner’s World: Asics Novablast 4 Performance Test ที่ยืนยันว่าการปรับปรุงหน้าผ้า (Woven Upper) และการจัดวางพื้นแบบใหม่ ช่วยให้นักวิ่งรู้สึกมั่นใจขึ้นในช่วงท้ายของการซ้อมระยะไกล สำหรับผมที่ซ้อมวิ่งมาราธอนมานาน ความเสถียรที่เพิ่มขึ้นใน Novablast 4 จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ผมกล้าแนะนำให้เพื่อนๆ นักวิ่งที่เริ่มมีอาการเจ็บข้อเท้าหรือเข่าจากการใช้รองเท้าที่นุ่มเกินไปลองหันมาพิจารณารุ่นนี้ครับ
เหมาะกับเพซไหน? จากสวนลุมถึงวันแข่ง
ถ้าใครไปเดินสวนลุมพินีช่วงเช้ามืด จะเห็นว่า Novablast คือรุ่นยอดฮิตจริงๆ ครับ ตั้งแต่กลุ่มที่วิ่งเพซ 7 ไปจนถึงเพซ 4 สำหรับ Novablast 4 ผมขอจำแนกตามหลักการ VDOT ของ Jack Daniels (อ้างอิงระดับความเข้มข้นจาก VDOT O2: Training Intensities) เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น:- Easy Run (Pace 6:00 - 7:30): นี่คือบ้านของ Novablast 4 เลยครับ ความนุ่มสบายและการซับแรงกระแทกจะช่วยให้คุณจบการซ้อมได้แบบไม่ล้า
- Steady / Long Run (Pace 5:15 - 5:45): รุ่น 4 ทำได้ดีกว่ารุ่น 3 ในจุดนี้ เพราะความมั่นคงที่ช่วยให้รักษาฟอร์มการวิ่งได้นานขึ้น
- Tempo Run (Pace 4:30 - 5:00): เริ่มจะหนักไปนิดสำหรับรุ่น 4 เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้รู้สึกตื้อๆ เมื่อเทียบกับรองเท้าสายทำความเร็วแท้ๆ
Tip: หากคุณมี Novablast 3 ที่ยังดีอยู่ ให้เก็บไว้ใช้ในวันที่ต้องการวิ่ง Tempo หรือ Interval สั้นๆ เพราะความเบาของมันยังได้เปรียบ ส่วน Novablast 4 ให้จัดไว้เป็นรองเท้าสำหรับเก็บระยะทาง (Daily Mileage) และวิ่งยาวในวันหยุดครับ
ถ้าคุณมีงบจำกัดและ Novablast 3 ยังสภาพดี ไม่ต้องรีบเปลี่ยนครับ เพราะประสิทธิภาพไม่ได้ต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือจนส่งผลต่อสถิติของคุณขนาดนั้น แต่ถ้าคุณกำลังหารองเท้าคู่ใหม่ที่เน้นความปลอดภัย ซับแรงกระแทกเยี่ยม และเน้นความยั่งยืน Novablast 4 คือการลงทุนที่คุ้มค่าและจะอยู่กับคุณไปอีกหลายร้อยกิโลเมตรแน่นอนครับ เจอกันที่เส้นชัยครับ!

Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.