บททดสอบ 500 กิโลเมตรกับ Adidas Adizero SL: สภาพจริงหลังผ่านการใช้งานอย่างหนัก
รองเท้าวิ่งคู่ใหม่มักให้ความรู้สึกดีเยี่ยมเสมอในช่วงแรก แต่ของจริงมักจะเริ่มแสดงออกเมื่อระยะทางสะสมเพิ่มขึ้น ข้อมูลสถิติจาก Strava Insights ชี้ให้เห็นว่าระยะ 500 กิโลเมตรคือจุดตัดสำคัญที่นักวิ่งระยะไกลใช้ประเมินอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในบล็อกการซ้อมมาราธอน เมื่อถึงจุดนี้ โครงสร้างทางกายภาพของรองเท้าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ผมสลับกลับมาซ้อมทางเรียบ และพักรองเท้าเทรลจากบทความ เริ่มวิ่งเทรลครั้งแรกต้องเตรียมตัวอย่างไร? ไปแล้ว adidas adizero sl ก็กลายมาเป็นม้างานหลักสำหรับการสะสมระยะ (Base building) ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
Update (30 ส.ค. 2023): การแยกประเภทรองเท้าซ้อมถือเป็นกฎเหล็กสำคัญ รองเท้าถนนไม่ควรนำไปลุยเทรล และรองเท้าเทรลก็ไม่ควรนำมาวิ่งบดถนนคอนกรีตบ่อยๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานของพื้นยาง

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการยุบตัวของโฟม
ก่อนจะไปดูสภาพพื้นยาง เรามาว่ากันด้วยเรื่องของโครงสร้างชั้นกลาง (Midsole) กันก่อน มาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Runner's World แนะนำไว้คือ ควรตรวจสอบและพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าซ้อมเมื่อถึงระยะ 300-500 ไมล์ (ประมาณ 500-800 กิโลเมตร) สเปกตั้งต้นจากการทดสอบของ RunRepeat Shoe Database ระบุว่า ความหนาของส้นเท้า (Stack height) อยู่ที่ 35.3 มม. และปลายเท้า 26.8 มม. โฟม Lightstrike แบบดั้งเดิม (EVA ผสม) มีระดับความนุ่มที่ค่อนไปทางกระด้างเล็กน้อย งานวิจัยจาก PubMed (Sports Medicine) อธิบายว่า การเสื่อมสภาพของโฟม EVA เมื่อผ่านการใช้งานหลายร้อยกิโลเมตร จะทำให้ความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกลดลง ร่างกายจะปรับตัวรับแรงกระแทก (Impact forces) ที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ชีวกลศาสตร์การวิ่งเปลี่ยนไป หากฝืนใช้ต่อไป ความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บสะสมจะพุ่งสูงขึ้น| ข้อมูลจำเพาะ (Spec) | ก่อนใช้งาน (0 km) | หลังใช้งาน (500 km - ประเมินทางสถิติ) |
|---|---|---|
| ความหนาของโฟมส้นเท้า | 35.3 มม. | ยุบตัวถาวรประมาณ 1.5 - 2 มม. |
| ความหนาพื้นยาง (Outsole) | 3.2 มม. | เหลือ 1.0 - 1.5 มม. ในจุดรับน้ำหนัก |
Source: RunRepeat & PubMed. Last verified: 2023-08-30
ร่องรอยจากพื้นคอนกรีตสวนลุมพินี
สภาพพื้นผิวที่หลากหลายในสวนลุมพินี ทั้งคอนกรีตแข็ง อิฐบล็อก และยางมะตอย ถือเป็นบททดสอบความทนทานชั้นยอดสำหรับพื้นยาง (Outsole) หลังจากผ่านการบดขยี้มา 500 กิโลเมตร พื้นยางของ adizero sl ถือว่าทนทานเกินราคา ยางบริเวณปลายเท้ายังมีลวดลายเหลืออยู่พอสมควร แม้จุดรับน้ำหนักหลักและส้นเท้าด้านนอกจะเริ่มเรียบไปบ้างตามรูปแบบการลงน้ำหนักเฉพาะบุคคล แต่ก็ยังเกาะถนนได้ดีเยี่ยมแม้ในวันที่มีแอ่งน้ำขังหลังฝนตก ในขณะที่หลายคนกำลังตื่นเต้นกับ Adidas Adizero Adios Pro 3 หรือรองเท้ารุ่นเรือธงอื่นๆ ที่เพิ่งอัปเดตสีสันใหม่ รองเท้าสายซ้อมอย่าง SL กลับทำหน้าที่ของมันได้อย่างเงียบเชียบและไว้ใจได้ถึงเวลาส่งไม้ต่อ?
เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาพักผ่อนในวัย 35 ด้วยการเปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊สของ Miles Davis คลอเบาๆ พร้อมกับขัดทำความสะอาดรองเท้า รอยย่นที่ฝังลึกข้างชั้นโฟมทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลา 8 ปีที่คลุกคลีกับการซ้อมมาราธอนมาตั้งแต่ปี 2015 สมัยก่อนผมเคยเสียดายรองเท้าจนฝืนใส่วิ่งไปถึงหลักพันกิโลเมตร ผลที่ตามมาคืออาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายที่ทำให้ต้องหยุดวิ่งไปหลายเดือน ประสบการณ์นั้นสอนให้รู้ว่าค่ารองเท้าใหม่ถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลเสมอTip จากโค้ช: ลองใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปที่ด้านข้างของโฟมบริเวณส้นเท้า หากกดไม่ค่อยลง ไม่มีแรงเด้งคืนตัว หรือมีรอยย่นลึกที่ไม่ยอมคลาย นั่นคือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างโฟมเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
เมื่อประเมินจากความรู้สึกที่สะท้านขึ้นมาถึงเข่าในช่วงหลังๆ ผมรู้ดีว่าหน้าที่ของรองเท้าคู่นี้ในฐานะ Daily Trainer สำหรับทำระยะทางยาวๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่มันจะยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการวิ่งฟื้นฟู (Recovery run) สั้นๆ ในหมู่บ้าน หรือใส่เดินเที่ยวในวันสบายๆ
สำหรับนักวิ่งมาราธอนที่กำลังมองหารองเท้าซ้อมที่ทนทานและราคาจับต้องได้ รองเท้ารุ่นนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เพียงแค่ต้องคอยหมั่นสังเกตสภาพของมันและฟังเสียงร่างกายตัวเองอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็แค่ปล่อยให้คู่ใหม่มารับหน้าที่พาคุณไปสู่เส้นชัยในรอบถัดไป
If this was useful, check out:
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.