Adidas Adizero Adios Pro 3: ปีศาจแห่งความเร็วที่นักวิ่ง Elite เลือก

ความเร็ว ศิลปะ และจังหวะที่ลงตัว

ค่ำวันศุกร์หลังจากเลิกงานที่วุ่นวาย ผมมักจะกลับมาเอนหลังที่บ้านในย่านสวนลุมพินี เลือกหยิบแผ่นเสียงเพลงแจ๊สวง Miles Davis มาวางลงบนเครื่องเล่น การจะฟังเพลงจากแผ่นเสียงให้ได้สุนทรียภาพสูงสุดมันมีขั้นตอนที่ต้องใช้ความประณีต ตั้งแต่การทำความสะอาดแผ่น การวางเข็ม จนไปถึงการรอให้จังหวะดนตรีค่อยๆ บรรเลงออกมาจนเจอ 'Sweet Spot' ที่เสียงใสที่สุด การวิ่งมาราธอนก็ไม่ต่างกันครับ เราซ้อมมาเป็นเดือนๆ เพื่อรอคอยจังหวะที่ร่างกายและอุปกรณ์ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในวันแข่ง ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วงการวิ่งบ้านเราตื่นตัวกับเทคโนโลยีรองเท้าคาร์บอนอย่างมาก และรุ่นที่ถูกพูดถึงหนาหูที่สุดคงหนีไม่พ้น Adidas Adizero Adios Pro 3 ปีศาจความเร็วสีสันฉูดฉาดที่โผล่มาให้เห็นแทบทุกสนาม ตั้งแต่ที่ผมเริ่มวิ่งมาราธอนจริงจังในปี 2015 มาจนถึงวันนี้ เทคโนโลยีมันไปไกลเกินกว่าที่ผมจะจินตนาการได้ในตอนนั้น Pro 3 ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่มันคือวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนสถิติบนหน้าปัดนาฬิกา Garmin ให้เป็นตัวเลขที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

ความเชื่อผิดๆ: ใส่คาร์บอนแล้วจะวิ่งเร็วขึ้นเองโดยไม่ต้องซ้อม

ผมเห็นนักวิ่งหลายคนในสวนลุมฯ หรือตามคอมมูนิตี้ออนไลน์ มักจะมีความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งว่า "ถ้าจ่ายเงินซื้อ Adios Pro 3 มาใส่ ยังไง Pace ก็ต้องลดลงแน่นอน" ในฐานะโค้ชที่คลุกคลีกับสถิติและดาต้ามานาน ผมบอกได้เลยว่านั่นคือ "กับดัก" รองเท้าซูเปอร์ชูส์ (Super Shoes) อย่าง Pro 3 ไม่ได้มีมอเตอร์อยู่ข้างใน แต่มันทำหน้าที่เป็น 'Amplifier' หรือตัวขยายแรง หากคุณมีฟอร์มการวิ่ง (Running Form) ที่ดีและมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง รองเท้าคู่นี้จะช่วยรีดพลังงานกลับคืนมาให้คุณได้มหาศาล แต่ในทางกลับกัน หากกล้ามเนื้อแกนกลางไม่แข็งแรง หรือท่าวิ่งยังไม่นิ่งพอ แรงส่งจากแผ่นคาร์บอนและโฟมที่เด้งจัดๆ อาจจะทำให้คุณคุมจังหวะเท้าไม่ได้ จนนำไปสู่อาการบาดเจ็บในที่สุด สำหรับนักวิ่งที่อยากจะก้าวข้ามขีดจำกัด ผมมักจะแนะนำให้สร้างฐานรากให้แน่นก่อนด้วยรองเท้าที่ซัพพอร์ตดีๆ ในช่วงเริ่มต้น หรือถ้าอยากขยับมาใช้รุ่นที่ใกล้เคียงกับความเร็ววันแข่งแต่ยังมีความมั่นคงสูง adizero sl คือคำตอบที่ชาญฉลาดกว่าสำหรับการซ้อมในทุกๆ วัน (Daily Trainer) เพื่อสะสมความแข็งแรงของข้อเท้าก่อนจะไปแตะตัวท็อปอย่าง Pro 3

เจาะลึกสเปก: กายวิภาคของปีศาจความเร็ว

หากเรากางดาต้าจาก RunRepeat ออกมาดู เราจะเห็นว่าทำไม adidas adizero adios pro3 ถึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทุกแบรนด์ มันไม่ใช่แค่การใส่แผ่นคาร์บอนเข้าไปทื่อๆ แต่คือการปฏิวัติโครงสร้าง

น้ำหนักและค่าดรอป

น้ำหนักของ Pro 3 อยู่ที่ประมาณ 215-230 กรัม (ขึ้นอยู่กับไซส์) ซึ่งถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับปริมาณโฟมที่อัดแน่นมาให้ ค่า Drop อยู่ที่ 6.5 มิลลิเมตร (Stack height: ส้นเท้า 39.5 มม. / หน้าเท้า 33 มม.) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบจะแตะเพดานที่ World Athletics กำหนดไว้ (ไม่เกิน 40 มม.) เพื่อให้ได้แรงดีดสูงสุดโดยไม่ผิดกฎการแข่งขัน

เทคโนโลยีโฟมและ EnergyRods 2.0

หัวใจสำคัญคือโฟม Lightstrike Pro สองชั้นที่ให้ความนุ่มแต่ไม่ยวบ และสิ่งที่ทำให้ Adidas แตกต่างคือการใช้ EnergyRods 2.0 ซึ่งเป็นแท่งคาร์บอนที่วางตัวตามแนวของกระดูกนิ้วเท้า แทนที่จะเป็นแผ่นคาร์บอนเต็มแผ่นเหมือนแบรนด์อื่น การออกแบบนี้ช่วยให้รองเท้ามีความยืดหยุ่นในจังหวะที่เท้าต้องบิดตัวตามธรรมชาติ แต่ยังคงความดีดเด้งในจังหวะออกแรงส่ง (Toe-off) ได้อย่างทรงพลัง
ข้อมูลทางเทคนิค: จากผลการทดสอบในแล็บของ RunRepeat พบว่าความระบายอากาศ (Breathability) ของหน้าผ้า Celermesh 2.0 ใน Pro 3 ได้คะแนนเต็ม 5/5 ซึ่งสำคัญมากสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย

เช้าวันอาทิตย์ที่สวนลุมพินี: ทะเลแห่ง Adios Pro 3

ถ้าใครเคยไปวิ่งที่สวนลุมพินีตอนตี 5 ในเช้าวันอาทิตย์ ช่วงที่คนซ้อม Long Run กันเยอะๆ คุณจะสังเกตเห็น "ทะเลสีสัน" บนทางเท้า ข้อมูลเชิงสถิติจากภาพถ่ายในงานวิ่งที่รวบรวมโดย ThaiRun แสดงให้เห็นว่า Adidas Adizero Adios Pro 3 เป็นหนึ่งในรองเท้าที่ถูกสวมใส่มากที่สุดในหมู่นักวิ่งกลุ่ม Sub-3 และ Sub-4 ในประเทศไทย มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่มันคือความไว้วางใจที่นักวิ่งมีต่อความเสถียร (Stability) ของรองเท้า จากเสียงสะท้อนของเพื่อนนักวิ่งในสนาม หลายคนบอกว่า Pro 3 ให้ความรู้สึก "มั่นคง" กว่าคู่แข่งแบรนด์อื่นเวลาเข้าโค้งหรือวิ่งบนสภาพถนนที่ไม่สม่ำเสมอในกรุงเทพฯ ซึ่งจุดนี้สมเหตุสมผลเพราะฐานของรองเท้าช่วงหน้าเท้าที่กว้างขึ้นกว่ารุ่นก่อน ช่วยลดโอกาสที่ข้อเท้าจะพลิกได้ดีขึ้น

ทำไม Elite ถึงกวาดโพเดียมด้วยรองเท้าคู่นี้?

ตัวเลขไม่เคยโกหกครับ เมื่อเราย้อนกลับไปดูสถิติจาก World Athletics จะพบว่าในช่วงปี 2022-2023 รายการ Major Marathons ระดับโลก มีนักวิ่งที่สวมใส่ตระกูล Adizero ขึ้นโพเดียมเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นใน Boston, Berlin หรือ London สิ่งที่ทำให้เหล่านักวิ่ง Elite เลือก Pro 3 คือการลด Metabolic Cost หรือการประหยัดพลังงานในแต่ละก้าว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed ระบุชัดเจนว่ารองเท้าที่มีแผ่นคาร์บอนและโฟมหนาจะเปลี่ยนกลไกการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนล่าง ช่วยประหยัดพลังงานได้จริงเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งแบบดั้งเดิม เมื่อคุณต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ทุกๆ เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ประหยัดได้หมายถึงโอกาสในการคว้าแชมป์

เสียงสะท้อนจากคอมมูนิตี้: มันดีจริงหรือแค่กระแส?

ผมเข้าไปส่องใน Strava Insights และกลุ่มวิ่งต่างๆ พบว่า adidas adizero adios pro3 มักจะถูกบันทึกว่าเป็นรองเท้าที่ทำ New PB (Personal Best) ได้บ่อยที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เสียงบ่นก็มีให้ได้ยิน
"ใส่ครั้งแรกโดนกัดตรงตาตุ่มแทบตาย หน้าผ้านี้มันแข็งจริงๆ แต่พอผ่านไปสัก 20-30 กิโลฯ จนมันเริ่มนุ่มลง (Break-in) เท่านั้นแหละ เหมือนได้รองเท้าใหม่คนละคู่เลย" — หนึ่งในความเห็นจากนักวิ่งในกลุ่ม Strava
ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนเจอคือความกระด้างของหน้าผ้าและการเสียดสีในบางจุด ซึ่งนี่คือเอกลักษณ์ของรองเท้าสาย Performance ที่ลดทอนความสบายบางอย่างเพื่อแลกกับน้ำหนักที่เบาที่สุดและการล็อกเท้าที่แน่นหนา

สูตรสำเร็จ: การโรเททรองเท้าสำหรับวันซ้อมและวันแข่ง

ในฐานะโค้ช ผมไม่แนะนำให้คุณใส่ Adios Pro 3 วิ่งทุกวัน เพราะมันจะทำให้กล้ามเนื้อเท้าของคุณขี้เกียจ นี่คือตารางการใช้รองเท้า (Shoe Rotation) ที่ผมแนะนำสำหรับการซ้อมมาราธอน:
ประเภทการซ้อม รองเท้าที่แนะนำ เหตุผล
Easy / Recovery Run adizero sl เน้นความมั่นคง และให้กล้ามเนื้อทำงานเอง
Interval / Tempo Adios Pro 3 (สลับกับ SL) เพื่อให้ร่างกายชินกับแรงดีดและความเร็ววันแข่ง
Long Run (Pre-Race) Adios Pro 3 ทดสอบความสบายและการเสียดสีในระยะไกล
Race Day (Marathon) adidas adizero adios pro3 รีดศักยภาพสูงสุดออกมา

*วิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและการใช้งานจริง ณ วันที่ 10 เมษายน 2023

ตัวเลขไม่เคยโกหก: ความคุ้มค่าต่อกิโลเมตร

พูดกันตามตรง ราคาค่าตัวของ Adios Pro 3 ที่ค่อนข้างสูงทำให้หลายคนคิดหนัก จากข้อมูลการใช้งานจริง ประสิทธิภาพสูงสุดของโฟม Lightstrike Pro จะเริ่มดรอปลงหลังจากผ่านไปประมาณ 400-500 กิโลเมตร หากเราหารเฉลี่ยออกมา ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 16-20 บาทต่อกิโลเมตร น่าเจ็บปวดไหม? ใช่ครับ บางทีผมก็นั่งมองตัวเลขนี้แล้วบ่นกับตัวเองตอนจิบเบียร์คราฟต์หลังซ้อม แต่เมื่อเทียบกับความพยายามที่เราซ้อมมา 4 เดือนเต็ม การลงทุนเพื่อ "ความมั่นใจ" และ "การลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ" ในวันแข่งมาราธอนที่เป็นเป้าหมายสูงสุด ผมมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคนที่จริงจัง

8 ปีบนถนนมาราธอน: บทสรุปที่เส้นชัย

เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2015 ตอนที่ผมเริ่มวิ่งมาราธอนแรก ผมยังจำความรู้สึกตอนกิโลเมตรที่ 35 ได้ดี เท้าของผมหนักเหมือนตะกั่ว รองเท้าพื้นบางเฉียบในยุคนั้นไม่ได้ช่วยซับแรงอะไรเลย จบมาราธอนครั้งแรกด้วยอาการระบมไปทั้งตัวจนเดินแทบไม่ได้อยู่เป็นอาทิตย์ 8 ปีผ่านไป เทคโนโลยีอย่าง adidas adizero adios pro3 ได้เปลี่ยนนิยามของการวิ่งมาราธอนไปอย่างสิ้นเชิง มันช่วยให้เราฟื้นตัว (Recovery) ได้เร็วขึ้น และทะลุขีดจำกัดด้านความเร็วไปอย่างที่คนยุคก่อนคาดไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะโค้ช ผมยังคงเชื่อมั่นเสมอว่า "อุปกรณ์เป็นเพียงตัวช่วย วินัยคือของจริง" ต่อให้คุณมีรองเท้าที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าตารางซ้อมในนาฬิกายังเป็นสีแดงอยู่บ่อยครั้ง รองเท้าคู่ละเฉียดหมื่นก็ทำได้แค่พาคุณไปเจ็บตัวเร็วขึ้นเท่านั้น กลับกัน ถ้าคุณซ้อมอย่างมีระบบ ใช้ adizero sl ในวันธรรมดา และเก็บ Pro 3 ไว้สำหรับวันที่ต้องการความเป็นที่สุด ผมเชื่อว่าสถิติใหม่รอคุณอยู่ที่เส้นชัยแน่นอนครับ

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.