ปัญหาของคนหารองเท้าวิ่งคู่ใหม่: ทำไมถึงมองข้าม Skechers GoRun?
วงการวิ่งมาราธอนบ้านเราเดินทางมาถึงจุดที่รองเท้าวิ่งคู่หนึ่งมีราคาเหยียบหมื่นบาทได้อย่างไร? นี่คือคำถามที่ผมมักจะถามตัวเองเสมอเวลาเดินเข้าไปในช้อปอุปกรณ์กีฬา แน่นอนว่าเทคโนโลยีคาร์บอนเพลทและโฟมเด้งดึ๋งนั้นเป็นของจริง แต่นักวิ่งส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในกับดักความเชื่อที่ว่า ถ้าอยากทำสถิติส่วนบุคคล (PB) ใหม่ หรืออยากจบมาราธอนแบบไม่เจ็บตัว ต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่สองเจ้าตลาดเท่านั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รองเท้าแบรนด์หลักไม่ดี แต่มันอยู่ที่ความคุ้มค่าและการจัดสรรงบประมาณของนักวิ่งมือสมัครเล่น การทุ่มเงินไปกับรองเท้าคู่เดียวเพื่อใช้ทั้งซ้อมและแข่ง มักจะนำไปสู่อายุการใช้งานที่สั้นลงอย่างรวดเร็ว โฟมยุบตัวก่อนเวลาอันควร และสุดท้ายก็ต้องเสียเงินซื้อใหม่อีกรอบ ทางออกของปัญหานี้คือการเปิดใจมองหา "ม้ามืด" ในตลาดที่ให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าในราคาที่สมเหตุสมผลกว่า เมื่อพูดถึงรองเท้าวิ่งทางเลือก ชื่อของ Skecher GoRun มักจะถูกปัดตกไปเป็นอันดับแรกๆ เพียงเพราะโลโก้แบรนด์ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความเป็นนักกีฬาอีลีทเท่าที่ควร แต่ข้อมูลจาก Strava Insights ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป นักวิ่งมาราธอนที่ซ้อมอย่างจริงจังเริ่มกระจายความเสี่ยงและจัดโรเทชั่นรองเท้าให้หลากหลายขึ้น โดยดึงแบรนด์ทางเลือกที่มีเทคโนโลยีโฟมเฉพาะตัวเข้ามาใช้ในวันซ้อมเบาหรือวันลงคอร์ท เพื่อเก็บรองเท้าราคาแพงไว้ใช้วันแข่งจริงเท่านั้น
โฟม Hyper Burst ดีจริงหรือแค่คำโฆษณา?
"โฟมของ Skechers เนี่ยนะจะเอามาใส่วิ่งมาราธอน?" ถ้าคุณกำลังมีคำถามนี้อยู่ในหัว คุณไม่ใช่คนเดียวครับ หลายคนยังติดภาพว่าโฟมของแบรนด์นี้เน้นแค่ความนุ่มยวบ ใส่เดินห้างสบายๆ แต่สำหรับการวิ่งระยะไกลที่ต้องการแรงส่ง การยุบตัวแล้วไม่เด้งกลับคือฝันร้ายชัดๆ ทว่าเทคโนโลยี Hyper Burst ที่อยู่ในซีรีส์ GoRun นั้นถูกสร้างมาด้วยกระบวนการที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเจาะลึกเทคโนโลยี Hyper Burst
แทนที่จะใช้การผสมสารเคมีแบบเดิมๆ โฟม Hyper Burst เกิดจากกระบวนการ Supercritical Foaming ซึ่งเป็นการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หรือไนโตรเจนในบางรุ่น) เข้าไปในชิ้นงาน EVA พื้นฐานภายใต้ความดันและความร้อนสูงมาก ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างเซลล์รูปทรงกลมขนาดเล็กนับล้านๆ เซลล์ที่เรียงตัวกันอย่างหนาแน่น ทำให้ได้โฟมที่น้ำหนักเบาหวิวแต่กลับมีความทนทานสูง ไม่ยวบยาบเมื่อเจอแรงกระแทกซ้ำๆ ข้อมูลจากการทดสอบในห้องแล็บของ Runner's World ยืนยันว่า อัตราการคืนพลังงานและความคงทนของโฟม Hyper Burst นั้นอยู่ในระดับเดียวกับเทคโนโลยีตัวท็อปของวงการ ในขณะที่รักษาน้ำหนักตัวรองเท้าให้เบากว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันได้หลายสิบกรัม การตอบสนองที่ฉับไวของมันช่วยให้นักวิ่งรักษาจังหวะก้าวได้ดีขึ้นในช่วงกิโลเมตรท้ายๆ ของการแข่งมาราธอน 🏃♂️จากแฟชั่นสู่เพอร์ฟอร์แมนซ์: วิวัฒนาการที่นักวิ่งต้องทึ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นปีแรกที่ผมเริ่มหันมาซ้อมมาราธอนอย่างจริงจัง (เผลอแป๊บเดียวก็คลุกคลีกับการซ้อมแบบนี้มา 7 ปีแล้ว) ภาพจำของผมและใครหลายคนที่มีต่อแบรนด์ Skechers คือรองเท้าแนวสตรีทแฟชั่นทรงหนาเตอะ อย่างรุ่น Skechers D Lite ที่วัยรุ่นชอบใส่เดินสยาม ไม่มีใครในกลุ่มนักวิ่งมาราธอนตอนนั้นพูดถึงแบรนด์นี้เลยภาพจำในอดีตกับสายสตรีท
ในยุคนั้น รองเท้าสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ของค่ายนี้ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แม้จะมีความพยายามดันรุ่น GoRun แรกๆ ออกมา แต่หน้าตาและสัมผัสก็ยังดูครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างรองเท้าฟิตเนสกับรองเท้าวิ่ง นักวิ่งที่จริงจังจึงมักมองข้ามไปโดยปริยาย เพราะไม่มั่นใจว่าโครงสร้างอัปเปอร์และพื้นยางจะทนทานพอสำหรับการสะสมระยะทางหลักร้อยกิโลเมตรต่อเดือนหรือไม่การก้าวเข้าสู่สนามมาราธอนอย่างเต็มตัว
แต่หลังจากก้มหน้าก้มตาพัฒนาแบบเงียบๆ วิวัฒนาการของซีรีส์ GoRun ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ก้าวกระโดดจนน่าตกใจ การเปลี่ยนมาใช้โฟม Hyper Burst เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้วงการต้องหันกลับมามอง ปัจจุบัน เมื่อเข้าไปดูฐานข้อมูลระดับโลกอย่าง RunRepeat Shoe Database จะพบว่ารุ่นท็อปๆ ของตระกูล GoRun มักจะได้คะแนนรีวิวเฉลี่ยจากทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้งานจริงสูงลิ่ว แซงหน้ารุ่นเรือธงราคาแพงของแบรนด์ใหญ่ๆ ในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความเบาและความคุ้มค่าต่อราคาเสียงสะท้อนจากนักวิ่งแนวหน้าและชุมชนคนรักการวิ่ง
ข้อมูลจากบทความวิเคราะห์สถิติของ ThaiRun ชี้ให้เห็นว่า แม้แบรนด์กระแสหลักจะยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในสนามมาราธอนไทย แต่ก็มีกลุ่มนักวิ่งขาแรงที่เริ่มหันมาใช้แบรนด์ทางเลือกอย่าง Skechers ในวันแข่งจริงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาไม่ได้ใส่เพราะสปอนเซอร์ แต่ใส่เพราะมันตอบโจทย์รูปเท้าและจังหวะการวิ่งของตัวเองจริงๆ ในกระทู้คุยเรื่องอุปกรณ์วิ่งหรือบนโซเชียลมีเดียอย่างกลุ่มนักวิ่งไทย เรามักจะเห็นคอมเมนต์แนวๆ ว่า "ลองซื้อมาซ้อมขำๆ เพราะตอนโปรโมชั่นลดราคาแรงมาก แต่กลายเป็นว่าตอนนี้หยิบใส่บ่อยกว่าคู่หลักหลักพันปลายๆ เสียอีก" หรือบางคนก็เอาไปใช้วันแข่งจริงแล้วทำ PB ได้
ข้อสังเกตจากชุมชน: นักวิ่งส่วนใหญ่แนะนำให้เผื่อไซส์ (Size up) ประมาณครึ่งเบอร์สำหรับซีรีส์ GoRun บางรุ่น เนื่องจากทรงรองเท้า (Toe box) ค่อนข้างเรียวและบีบหน้าเท้า หากสั่งออนไลน์โดยไม่ได้ลองของจริงอาจทำให้เล็บม่วงหลังจบมาราธอนได้
ความถูกต้องตามกฎของสมาพันธ์กรีฑาโลก
เช้ามืดวันเสาร์ที่ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี คือจุดรวมพลของนักวิ่งมาราธอนสายจริงจังในกรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศการซ้อมวิ่งเป็นกลุ่ม เราจะได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นและเสียงหายใจเป็นจังหวะ หากลองก้มมองรองเท้าของกลุ่มนักวิ่งเพซ 4 ที่วิ่งสวนไป คุณอาจจะแปลกใจที่เห็นโลโก้ตัว 'S' โฉบไปมาอยู่บ่อยครั้ง หลายคนกังวลว่ารองเท้าทางเลือกเหล่านี้จะใช้แข่งรายการใหญ่ๆ ที่มีการรับรองสถิติได้หรือไม่ ความจริงคือซีรีส์ GoRun รุ่นสำหรับแข่งขันนั้นผ่านมาตรฐานทั้งหมด กฎข้อบังคับของ World Athletics ว่าด้วยเรื่องรองเท้าแข่งขันมีการระบุไว้อย่างละเอียดยิบย่อยมาก เพื่อให้เห็นภาพว่าเข้มงวดแค่ไหน กฎระบุว่าความหนาของพื้นรองเท้าสำหรับการแข่งบนถนนต้องไม่เกิน 40 มิลลิเมตร วิธีการวัดของคณะกรรมการไม่ใช่แค่วัดจากขอบด้านนอก แต่พวกเขาต้องผ่ารองเท้าออกเป็นสองซีกตามแนวแกนยาว จากนั้นใช้คาลิปเปอร์วัดความหนาของวัสดุทั้งหมด การที่รุ่นเรือธงสามารถผ่านมาตรการตรวจวัดเหล่านี้มาได้ เป็นการการันตีว่านี่คืออุปกรณ์กีฬามาตรฐานโลก 🌍วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความเบาและเศรษฐศาสตร์การวิ่ง (Running Economy)
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PubMed (Sports Medicine) ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักของรองเท้ากับการใช้พลังงาน ผลสรุปชี้ให้เห็นว่า ทุกๆ น้ำหนักของรองเท้าที่เพิ่มขึ้น 100 กรัม จะทำให้ Running Economy ลดลงประมาณ 1% ตัวเลข 1% อาจจะดูน้อยนิดสำหรับการวิ่ง 5 กิโลเมตร แต่สำหรับระยะ 42.195 กิโลเมตร ที่ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมหาศาล 1% นี้อาจหมายถึงเวลาที่ต่างกันหลายนาที หรืออาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการจบแบบสวยๆ กับการชนกำแพงในกิโลเมตรที่ 35 มาลองดูตารางเปรียบเทียบน้ำหนักและผลกระทบเชิงทฤษฎีกันครับ:| แบรนด์/รุ่น (ไซส์ 9US) | น้ำหนักเฉลี่ย (กรัม) | ส่วนต่างน้ำหนัก (เทียบกับ GoRun) | ผลกระทบต่อ Running Economy เชิงทฤษฎี |
|---|---|---|---|
| Skechers GoRun Razor 3 | ~181 กรัม | - | Baseline |
| Daily Trainer แบรนด์ A | ~285 กรัม | +104 กรัม | แย่ลง ~1.04% |
| Max Cushion แบรนด์ B | ~315 กรัม | +134 กรัม | แย่ลง ~1.34% |
Source: รวบรวมข้อมูลน้ำหนักสเปคโรงงาน. Last verified: 2022-09-10
ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ตามหลักฟิสิกส์พื้นฐาน การกวัดแกว่งขาของรอบขาแต่ละก้าว ต้องใช้พลังงานในการเอาชนะความเฉื่อย น้ำหนักที่ปลายเท้าเปรียบเสมือนตุ้มถ่วง ยิ่งตุ้มถ่วงเบาเท่าไหร่ กล้ามเนื้อก็ยิ่งทำงานน้อยลงเท่านั้น นี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ตอบได้ชัดเจนว่าทำไมการออกแบบที่รีดน้ำหนักจนเบาหวิวของ Skechers จึงสร้างความได้เปรียบในระยะมาราธอนคำแนะนำในการเลือกซื้อและจัดโรเทชั่น
เมื่อเห็นข้อดีขนาดนี้แล้ว คำถามต่อไปคือเราควรจะหยิบ GoRun รุ่นไหนเข้ามาอยู่ในตารางซ้อมบ้าง? การมีรองเท้าที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องใส่คู่เดียวทุกวัน การจัดโรเทชั่นอย่างชาญฉลาดคือเคล็ดลับของการซ้อมที่ยั่งยืน สมมติว่าคุณมีงบประมาณ 8,000 บาทต่อปี แทนที่จะไปทุ่มซื้อรองเท้าเรือธงแบรนด์หลัก 1 คู่ สู้แบ่งงบประมาณนั้นมาซื้อรองเท้าซ้อมประจำวันช่วงลดราคาประมาณ 2,000-3,000 บาท 1 คู่ และซื้อ Skechers สำหรับซ้อมทำความเร็วและแข่งอีก 1 คู่ คุณจะได้รองเท้า 2 คู่ที่ใช้งานได้ครอบคลุม ยืดอายุการใช้งานของกันและกันได้เป็นปีๆ
Tip: หากงบประมาณจำกัดและสามารถซื้อรองเท้าได้เพียงคู่เดียวเพื่อทำทุกอย่าง ผมแนะนำให้หา Skechers GoRun Razor Excess มันมีโฟมที่หนากว่า Razor ปกติเล็กน้อย ซ้อมยาวก็เอาอยู่ ลงคอร์ทก็ยังทำความเร็วได้ดี เป็นคู่ที่คุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์
ลองเปิดใจและเดินเข้าไปสวมใส่ดูครับ ไม่ต้องเชื่อตัวเลขทางสถิติทั้งหมดก็ได้ ร่างกายและฝ่าเท้าของคุณจะเป็นคนให้คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดเองว่า "ม้ามืด" คู่นี้ คู่ควรกับเส้นทาง 42.195 กิโลเมตรของคุณหรือไม่
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.