การกลับมาของตระกูลพื้นหนาและวัฏจักรของโฟมวิ่ง
ถ้าให้เปรียบเทียบวิวัฒนาการของโฟมรองเท้าวิ่ง มันมีความคล้ายคลึงกับวัฏจักรของตลาดหุ้นอยู่ไม่น้อย ย้อนกลับไปหลายปีก่อน โฟม EVA เคยครองตลาดเหมือนหุ้น Blue-chip ที่มั่นคง คาดเดาได้ แต่วันดีคืนดีก็ถูกเทคโนโลยีโฟม PEBA เข้ามา Disrupt อย่างจัง พุ่งทะยานเหมือนหุ้น Tech เติบโตสูงที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในแง่ของแรงส่ง แต่ก็แลกมาด้วยความเปราะบางและอายุการใช้งานที่สั้นกว่า
ซีรีส์เทรนนิ่งของ Nike เปรียบเสมือนหุ้น Value ที่พยายามจะปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ในรุ่นก่อนๆ มีการผสมผสานโฟม EVA เข้ากับแกนคาร์บอน หรือการใช้โฟมรีไซเคิลที่ทำให้ตัวรองเท้ามีน้ำหนักมาก ทว่าการเปิดตัว zoom fly 6 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แบรนด์ตัดสินใจอัปเกรดมาใช้โฟม nikezoomx แบบเต็มแผ่น
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลทางวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างชัดเจน งานวิจัยด้านชีวกลศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าโฟมตระกูล PEBA สามารถคืนพลังงานได้ดีกว่าวัสดุแบบดั้งเดิม หากสนใจข้อมูลเชิงลึก สามารถดูการศึกษาได้ที่ PubMed: Running Economy Studies ซึ่งอธิบายกลไกที่วัสดุประเภทนี้ช่วยเพิ่ม Running Economy ให้นักวิ่ง
สลายภาพจำ 'ก้อนอิฐติดคาร์บอน' ด้วยสถิติ
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซีรีส์นี้มักถูกวิจารณ์ในเว็บบอร์ดนักวิ่งว่าเป็นก้อนอิฐที่เอาไว้ถ่วงน้ำหนักข้อเท้าตอนซ้อม แต่การรื้อโครงสร้างใหม่ในเจเนอเรชันล่าสุดทำให้ตัวเลขทางสถิติเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลองมาดูสเปกความหนาและน้ำหนักกันแบบละเอียด
| รุ่น | น้ำหนัก (ไซส์ 9US) | ความหนาส้นเท้า (Heel Stack) | ความหนาหน้าเท้า (Forefoot Stack) | Drop |
|---|---|---|---|---|
| รุ่นที่ 5 | ~286 กรัม | 41 มม. | 33 มม. | 8 มม. |
| รุ่นที่ 6 | ~265 กรัม | 40 มม. | 32 มม. | 8 มม. |
น้ำหนักที่หายไปกว่า 20 กรัม อาจจะฟังดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับน้ำหนักของคราฟต์เบียร์สักแก้ว แต่มันสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเมื่อนักวิ่งต้องยกขาขึ้นลง 180 ครั้งต่อนาที เป็นเวลาหลายชั่วโมง
บทบาทของ Super Trainer ในยุคปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ ทิศทางของอุปกรณ์วิ่งทั่วโลกมุ่งเน้นไปที่การหารองเท้าคู่รองมารองรับการซ้อมหนัก ผู้เชี่ยวชาญจาก Runner's World Gear Reviews ยกย่องให้รองเท้ากลุ่ม 'Super Trainer' เป็นตัวตายตัวแทนของรองเท้าแข่งระดับท็อป
รองเท้ากลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับบทบาทในการสร้างรอบขา (Transition) ที่คล้ายคลึงกับรองเท้าแข่ง แต่เสริมความทนทานของพื้นยางชั้นนอก (Outsole) ให้หนาและครอบคลุมพื้นที่มากกว่า ทำให้นักวิ่งสามารถ ทำ Pace สำหรับวิ่งมาราธอน ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสึกหรอของพื้นรองเท้าที่รวดเร็วเกินไป

กลยุทธ์การซ้อมตลอด 9 ปีที่เปลี่ยนไป
"ย้อนกลับไปตอนผมเริ่มซ้อมมาราธอนจริงจังในปี 2015 (ตอนนั้นอายุประมาณ 27) รองเท้าซ้อมกับรองเท้าแข่งแทบจะเป็นคู่เดียวกัน หรือไม่ก็ต่างกันแค่ความบางของพื้น ไม่มีเทคโนโลยีแผ่นคาร์บอนเด้งๆ หรือโฟมหนาเป็นนิ้วๆ แบบทุกวันนี้เลยครับ"
ในฐานะคนที่คลุกคลีและรับหน้าที่โค้ชมาพอสมควร ผมเห็นการปรับตัวของนักวิ่งอย่างชัดเจน ปัญหาคลาสสิกของคนสายทำเวลาคือความเสียดายครับ รองเท้า Super Shoes ราคาเหยียบหมื่น โฟมมักจะเริ่มยุบหลังผ่านไปแค่ 150-200 กิโลเมตร หากเราเอามาใส่วิ่ง Long Run สัปดาห์ละ 30 กิโลเมตร ไม่ถึงสองเดือนก็หมดสภาพ
ข้อมูลจาก Strava Insights ชี้ให้เห็นเทรนด์ว่า นักวิ่งมาราธอนที่มีไมล์เลจสูงๆ หันมาใช้รองเท้า High-cushion ที่คืนพลังงานดีๆ สำหรับซ้อมกันมากขึ้น การแยกรองเท้าซ้อมประสิทธิภาพสูงออกมาต่างหาก จึงเป็นการเซฟงบและเซฟรองเท้าแข่งตัวเก่งให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ส่องเทรนด์พื้นหนาที่สวนลุมพินี
เช้าวันอาทิตย์ที่สวนลุมพินี หรือเวลาที่ผมไปวิ่งวนลูปรอบสะพานเขียว บรรยากาศเปลี่ยนไปมาก ถ้าลองสังเกตที่เท้าของกลุ่มคนที่กำลังทำความเร็วในเลนวิ่ง จะเห็นรองเท้าพื้นหนาสีสะดุดตาเต็มไปหมด
ตามข้อมูลจาก ThaiRun คอมมูนิตี้นักวิ่งมาราธอนชาวไทยเปิดรับเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่น แต่มันคือเครื่องมือช่วยลดอาการล้าของกล้ามเนื้อหลังจบเซสชั่นหนักๆ ทำให้ตื่นมาซ้อมในวันถัดไปได้โดยไม่ปวดระบม
กฎกติกาความหนา 40 มม.
คำถามยอดฮิตที่ผมโดนถามบ่อยมากคือ "โค้ชครับ รุ่นนี้ใส่ลงงานแข่งที่มีการรับรองสถิติได้ไหม?"
คำตอบคือได้ครับ ตามกฎของ World Athletics Shoe Regulations กำหนดความหนาของพื้นรองเท้าสำหรับแข่งขันบนถนนไว้ไม่เกิน 40 มิลลิเมตร ซึ่งรุ่นนี้ออกแบบมาให้มีความหนาที่ส้นเท้าแตะเส้นแดงพอดีเป๊ะ คุณจึงใส่มันลงแข่งในรายการระดับสากลได้อย่างสบายใจ
รูปทรงหน้าเท้ากับสิ่งที่ต้องระวัง
มีเสียงสะท้อนจากกลุ่มนักวิ่งว่า แม้โฟมจะนุ่มเด้งขึ้น แต่วัสดุอัปเปอร์บริเวณหน้าเท้า (Toe box) ยังค่อนข้างแคบตามสไตล์รองเท้าสายทำความเร็วของค่ายนี้ คนหน้าเท้ากว้างหลายคนบ่นว่ามีอาการบีบรัดเมื่อวิ่งเกิน 15 กิโลเมตร แนะนำว่าควรไปลองสวมของจริงพร้อมถุงเท้าวิ่งคู่เก่งก่อนตัดสินใจซื้อ
นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูกันยาวๆ ว่าความทนทานของพื้นยางเมื่อผ่านหลัก 800 กิโลเมตรไปแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะการหารองเท้าวิ่งคู่ใจสักคู่ก็เหมือนการไล่เก็บแผ่นเสียงเพลงแจ๊สหายาก ต้องใช้เวลาพิสูจน์คุณค่ากันยาวๆ ว่าจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าไปจนจบไตรมาสสุดท้ายของการซ้อมหรือไม่
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.