เจ็บเข่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มวิ่ง: ปัญหาคลาสสิกของมือใหม่ที่แก้ได้ด้วย Cushioning
เชื่อไหมครับว่าจากประสบการณ์ที่ผมคลุกคลีอยู่กับการซ้อมมาราธอนมาตั้งแต่ปี 2015 (ก็ราวๆ 5 ปีแล้วนะที่ผมเริ่มจริงจังกับเรื่องนี้) หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดจากน้องๆ ในกลุ่มวิ่งที่สวนลุมพินี ไม่ใช่เรื่อง "วิ่งยังไงให้เร็ว" แต่คือ "พี่ครับ ทำไมผมวิ่งไปแค่ 2-3 กิโลฯ แล้วเจ็บเข่าจัง?" หรือ "วิ่งแล้วปวดหน้าแข้งจนต้องหยุดพักเป็นอาทิตย์เลย" 🏃♂️ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะตามข้อมูลจาก PubMed (Sports Medicine) งานวิจัยระบุว่านักวิ่งมือใหม่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการใช้งานหนักเกินไป (Overuse injuries) สูงมาก เนื่องจากโครงสร้างกล้ามเนื้อและข้อต่อยังไม่ถูกพัฒนาให้ทนทานต่อแรงกระแทกซ้ำๆ (Repetitive impact) ที่มากกว่าน้ำหนักตัวถึง 2-3 เท่าในทุกก้าวย่าง ดังนั้น "เกราะป้องกัน" ที่ดีที่สุดที่เราสามารถหาซื้อได้ทันทีก็คือรองเท้าวิ่งที่มีระบบลดแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม หรือที่สายอุปกรณ์เรียกกันว่า Maximalist Cushioning Asics Gel Nimbus 26 ถูกส่งลงสนามมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ จุดเด่นคือเทคโนโลยี PureGEL ที่ซ่อนอยู่ภายในชั้นโฟม ซึ่งทาง Asics เคลมว่านุ่มกว่าเทคโนโลยี GEL แบบเดิมถึง 65% เมื่อบวกกับโฟมตัวท็อปอย่าง FF BLAST™ PLUS ECO ทำให้มันกลายเป็นเหมือนเบาะโซฟานุ่มๆ ที่คอยรองรับเท้าของเราในทุกครั้งที่สัมผัสพื้น สำหรับมือใหม่ที่ร่างกายยังไม่ปรับตัว การมีความนุ่มระดับนี้มาช่วยกระจายแรงกระแทกจะช่วยลดภาระของข้อเข่าและข้อเท้าได้อย่างมีนัยสำคัญครับ ผมเองในช่วงปีแรกๆ ที่ซ้อมหนักจนเกินตัว ก็ได้รองเท้ากลุ่ม Nimbus นี่แหละที่ประคองให้ผมยังวิ่งได้ต่อเนื่องจนจบมาราธอนแรกได้ทำไมมือใหม่ถึงเจ็บง่ายกว่านักวิ่งมือโปร?
คำตอบสั้นๆ คือ "Running Economy" และความแข็งแรงของเส้นเอ็นครับ นักวิ่งระดับโปรจะมีจังหวะการวางเท้าที่สั้นและเร็ว (Cadence สูง) ทำให้เท้าสัมผัสพื้นเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับมือใหม่อย่างเรามักจะก้าวยาวเกินไป (Overstriding) และกระแทกส้นเท้าลงเต็มๆ แรงส่งทั้งหมดจึงวิ่งตรงไปที่หัวเข่า การมีรองเท้าที่เน้นการซัพพอร์ตสูงสุดจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการลงทุนใน "ความยั่งยืน" เพื่อให้เราวิ่งได้นานพอที่จะเห็นผลลัพธ์ของสุขภาพครับจังหวะชีวิต จังหวะเพลงแจ๊ส และการเลือกพื้นผิวที่ใช่สำหรับการวิ่ง
ถ้าคุณเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นของผม สิ่งแรกที่คุณจะเห็นไม่ใช่ถ้วยรางวัลวิ่ง แต่เป็นชั้นวางแผ่นเสียงเพลงแจ๊สครับ ผมชอบความละเมียดละไมของเสียงแซ็กโซโฟนที่นุ่มนวลพอๆ กับที่ผมชอบความรู้สึกตอนเท้าจมลงไปในพื้นมิดโซลของ Nimbus 26 การวิ่งสำหรับผมไม่ได้มีแค่เรื่องของ Performance แต่มันคือความสุนทรีย์อย่างหนึ่ง 🎷 เวลาผมไปวิ่งที่สวนลุมพินีช่วงเช้ามืด พื้นผิวทางวิ่งในสวนจะมีทั้งส่วนที่เป็นยางมะตอยแข็งๆ และทางลาดยางที่เป็นลู่วิ่งโดยเฉพาะ ความน่าสนใจของ Nimbus 26 คือเรื่องของ Stack Height (ความหนาของพื้น) ข้อมูลจาก RunRepeat ระบุว่ารุ่นนี้มีความหนาส้นเท้าถึงประมาณ 42 มม. ซึ่งถือว่าหนามากในตลาดปัจจุบัน ความหนาระดับนี้ทำให้ไม่ว่าคุณจะวิ่งบนทางเท้ากทม. ที่ขรุขระ หรือพื้นถนนในหมู่บ้าน คุณแทบจะไม่รู้สึกถึงก้อนกรวดหรือรอยแตกของพื้นเลย มันเหมือนคุณกำลังฟังเพลงแจ๊สเบาๆ ในขณะที่ข้างนอกพายุลง คือพื้นล่างจะกระแทกแค่ไหน แต่เท้าคุณยังคงความนุ่มนวลอยู่เสมอStack Height: เมื่อความสูงสัมพันธ์กับความสบาย
หลายคนกังวลว่า "รองเท้าส้นหนาขนาดนี้ จะล้มพับเอาไหม?" ผมยอมรับว่าตอนแรกก็แอบเสียวเหมือนกันครับ แต่สิ่งที่ Asics ทำได้ดีคือการขยายฐานพื้น (Midsole width) ให้กว้างขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐานทั่วไป ทำให้การทรงตัวทำได้ดีกว่าที่คิด แม้ส้นจะสูงแต่ฐานที่กว้างก็ช่วยให้ผมรู้สึกมั่นคงเวลาเข้าโค้งหักศอกแถวๆ สนามเด็กเล่นในสวนลุมฯ ได้ดีทีเดียวTip: สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มวิ่ง แนะนำให้ลองใช้ Nimbus 26 บนพื้นที่หลากหลายดูครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม Stack Height สูงๆ ถึงเป็นสวรรค์ของคนที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากหรือคนที่อยากถนอมข้อต่อเป็นพิเศษ
เสียงจากสนามซ้อม: ทำไมเพื่อนนักวิ่งในกลุ่มถึงแนะนำรุ่นนี้กันจัง?
อาทิตย์ก่อนผมไปนั่งจิบเบียร์เย็นๆ กับเพื่อนนักวิ่งแถวถนนวิทยุ คุยกันเรื่องรองเท้าคู่ใจ ประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากคือ "ถ้าวันไหนขี้เกียจ หรืออยากวิ่งแบบไม่คิดอะไร ผมหยิบ Nimbus มาใส่ตลอด" จากการที่ผมลองหาข้อมูลและอ่านรีวิวในบอร์ดของ ThaiRun นักวิ่งไทยส่วนใหญ่ประทับใจในเรื่องความทนทานและความสบายของอัปเปอร์ครับ รุ่นนี้ใช้ผ้าถัก Engineered Knit ที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนไทยที่มีรูปเท้ากว้าง (Wide feet) ผ้าถักตัวนี้จะค่อยๆ ขยายตามรูปเท้าเรา ไม่บีบจนเจ็บนิ้วก้อยเหมือนรองเท้าสายทำความเร็วบางรุ่น"ผมลองใส่ Nimbus 26 วิ่งมาร้อยกว่ากิโลเมตรแล้วครับ พื้นยางด้านล่างยังดูเหมือนใหม่เลย ที่สำคัญคือมันใส่สบายจนบางทีผมลืมถอดหลังจากวิ่งเสร็จ แล้วใส่เดินห้างต่อได้เลยโดยไม่รู้สึกแปลก" — ความเห็นจากคุณเอ (นามสมมติ) นักวิ่งที่ผมคุยด้วยในกลุ่มนอกจากนี้ เรื่องของการระบายอากาศ (Breathability) ก็เป็นจุดที่ได้รับคำชมครับ แม้ว่ามันจะเป็นรองเท้าที่ดูบวมๆ หนาๆ แต่รูระบายอากาศบนหน้าผ้าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เหมาะกับอากาศอบอ้าวของเมืองไทยเราเป็นที่สุด
Asics Gel Nimbus 26 นุ่มไปจนทำให้แรงส่งหายจริงไหม?
นี่คือคำถามยอดฮิตเลยครับ! "โค้ชต้นครับ รองเท้านุ่มๆ แบบนี้มันจะดูดพลังเราไปไหม?" หรือที่สายวิ่งเรียกกันว่าอาการ "ยวบ" นั่นเอง ในมุมมองของนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data) ผมชอบดูตัวเลขครับ หากเราไปดูผลแล็บจากต่างประเทศ จะพบว่าค่า Durometer (ความแข็งของโฟม) ของ Nimbus 26 อยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลมาก มันไม่ได้นุ่มจนยุบหายไปเลยเหมือนการเหยียบฟองน้ำ แต่เป็นความนุ่มที่มี "Rebound" หรือแรงเด้งกลับครับ ด้วยส่วนผสมของโฟม FF BLAST™ PLUS ECO ทำให้มันยังมีพลังในการส่งตัวเราไปข้างหน้าได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่รองเท้าที่จะพาคุณไปทุบสถิติ New PB ในระยะมินิมาราธอนได้ง่ายๆ ครับ ถ้าคุณหวังจะวิ่ง Pace 4 หรือ Pace 5 แบบติดสปริง Nimbus 26 อาจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามัน "หนัก" ไปนิด (น้ำหนักประมาณ 300 กรัม สำหรับไซส์มาตรฐาน) แต่ถ้าคุณถามผมว่า สำหรับมือใหม่ที่อยากจบระยะ 10 กม. หรือ 21 กม. ครั้งแรกแบบไม่เจ็บ... เจ้านี่คือตัวเลือกอันดับต้นๆ เลยครับตารางเปรียบเทียบ: Nimbus 26 vs. รุ่นยอดนิยมอื่นๆ ในท้องตลาด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมได้รวบรวมข้อมูลสเปกจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันครับ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2020)| รุ่นรองเท้า | เทคโนโลยีเด่น | Stack Height (Heel) | Heel-to-Toe Drop | ความรู้สึกหลัก |
|---|---|---|---|---|
| Asics Gel Nimbus 26 | PureGEL + FF Blast+ Eco | 42 mm | 8 mm | นุ่มที่สุด เหมือนเดินบนเมฆ |
| Brooks Glycerin | DNA LOFT v3 | 38 mm | 10 mm | มั่นคง นุ่มแน่น นิ่ง |
| Saucony Triumph | PWRRUN+ | 37 mm | 10 mm | เด้งกว่า แต่ซัพพอร์ตน้อยกว่า |
Source: รวบรวมข้อมูลจากรีวิวผู้ใช้งานและแล็บทดสอบ RunRepeat ข้อมูลล่าสุดวันที่: 2020-03-10
จากตารางจะเห็นได้ว่า Nimbus 26 คือแชมป์ในเรื่องของความหนา (Stack Height) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้มันชนะขาดในเรื่องการลดแรงกระแทกก้าวแรกที่สวนลุมฯ กับรองเท้าคู่ใหม่ที่เปลี่ยนมุมมองการซ้อม
เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา ผมหยิบ Nimbus 26 สีเขียวมิ้นต์ออกไปลอง Easy Run 12 กิโลเมตรที่สวนลุมฯ ความรู้สึกแรกที่สวมคือความหรูหราครับ วัสดุซับในรอบข้อเท้านุ่มและหนามากจนไม่รู้สึกถึงจุดกดทับเลย ในช่วงกิโลเมตรที่ 1-5 ผมวิ่งด้วย Pace ช้าๆ ประมาณ 7:30 นาที/กม. เพื่อสำรวจความรู้สึกของตัวเอง ผมเป็นคนที่มีสไตล์การวิ่งแบบ Neutral แต่บางครั้งเวลาล้าจะเริ่มมีอาการส้นเท้ากระแทกหนักขึ้น ซึ่งรุ่นนี้ช่วยจัดการจุดนี้ได้แบบไร้รอยต่อจริงๆ มันเหมือนมีโช้คอัพชั้นดีคอยรองรับไว้ทุกก้าว พอเข้าสู่กิโลเมตรที่ 10 ผมลองเร่งความเร็วขึ้นดูบ้างเพื่อดูว่ามันจะไหวไหม ผลคือมันก็ไปได้ครับ แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนว่ามัน "หน่วง" กว่ารองเท้าสายซิ่งรุ่นอื่นๆ แต่นั่นแหละครับ มันคือเสน่ห์ของมัน เพราะเป้าหมายของการใส่นิ Nimbus คือการรักษาหัวใจให้อยู่ในโซนต่ำ (Zone 2) และการถนอมร่างกายให้พร้อมสำหรับเซสชั่นต่อไป
ข้อสังเกตส่วนตัว: ผมยังสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งคือ เมื่อวิ่งไปนานๆ เกิน 500 กม. แล้ว โฟม FF Blast+ Eco ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้จะยังคงความนุ่มได้เท่าเดิมไหม? นี่เป็นคำถามที่ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ คงต้องรอให้ผมใส่จนครบไมล์ก่อนแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ
ทำไม Nimbus 26 ถึงเป็นรองเท้าที่ใช่สำหรับ Zone 2 Training
ในฐานะที่ผมชอบตัวเลขและใช้มันในการวางแผนซ้อม การสร้างพื้นฐานแอโรบิก (Aerobic Base) คือหัวใจของการเป็นนักวิ่งที่ยั่งยืน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้ตารางซ้อมที่เรียกว่า Easy Run หรือ Zone 2 เป็นหลัก ตามการคำนวณจาก VDOT O2 Calculator ของโค้ช Jack Daniels หากคุณตั้งเป้าจะวิ่งมาราธอนแรกที่เวลา 5 ชั่วโมง ความเร็วในการวิ่ง Easy Run ของคุณจะอยู่ที่ประมาณ 7:30 - 8:30 นาที/กม. ซึ่งในช่วงความเร็วนี้ แรงกระแทกต่อหน่วยเวลาจะสะสมอยู่ในร่างกายค่อนข้างนาน รองเท้าที่มี Cushioning สูงจึงช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อล้าก่อนเวลาอันควร จากการเก็บข้อมูลการซ้อมของผมเองในสัปดาห์ที่ผ่านมา:- Pace เฉลี่ย: 7:15 min/km
- Average HR: 138 bpm (Zone 2)
- Recovery Time: สั้นลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการใส่รองเท้าพื้นบางวิ่ง
Comments
Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.