หลุดภาพแรก As

ภาพหลุดที่ชวนให้นึกถึงวันวาน (และแผ่นเสียงหายาก)

เช้านี้ในกลุ่มไลน์นักวิ่งสวนลุมพินีมีการส่งต่อภาพหลุดที่ทำเอาหลายคนฮือฮาและวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา นั่นคือภาพที่ลือกันว่าเป็น asics gel nimbus 27 ตัวต้นแบบ ผมเห็นภาพปุ๊บ ความรู้สึกแรกมันเหมือนตอนที่ผมไปเดินคุ้ยกระบะแผ่นเสียงแจ๊สในร้านลับย่านเจริญกรุง แล้วบังเอิญเจอแผ่น First Press ของศิลปินคนโปรดที่ตามหามานาน... อะดรีนาลีนมันสูบฉีดแบบนั้นเลยครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มซ้อมมาราธอนใหม่ๆ (เผลอแป๊บเดียว 9 ปีแล้วเหรอเนี่ย) ข้อมูลภาพหลุดอะไรแบบนี้แทบไม่มีให้เห็น รองเท้าวิ่งตอนนั้นก็เน้นพื้นบางๆ ใครใส่พื้นหนาคือโดนมองว่าเป็นพวกมือใหม่หรือคนเจ็บเข่า แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ หากเราลองไปดูฐานข้อมูลสถิติจาก RunRepeat จะเห็นชัดเจนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์มีการปรับเพิ่มความหนาของโฟมและอัปเกรดวัสดุในซีรีส์ Nimbus มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพหลุดตัวล่าสุดนี้บอกเลยว่าสัดส่วนโฟมดูหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนแทบจะเปลี่ยนดีไซน์ดั้งเดิมไปเลย

ความเชื่อที่ว่า 'ยิ่งหนายิ่งดี' อาจไม่จริงเสมอไป

สมัยก่อนผมมักจะแนะนำนักวิ่งหน้าใหม่เสมอว่า "ถ้างบถึง ก็จัดรองเท้าโฟมหนาๆ นุ่มๆ ไปเลย เซฟข้อเข่าได้ชัวร์" สารภาพตามตรงครับว่าผมเคยคิดแบบนั้น และเคยให้คำแนะนำแบบนั้นไปเยอะมาก แต่ความจริงในปัจจุบันมันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เมื่อเทคโนโลยีโฟมพัฒนาขึ้นจนมีความหนาถึงระดับ 40 มม. ความนุ่มที่มากเกินไปกลับกลายเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันช่วยลดแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม แต่ในอีกแง่หนึ่งมันอาจสูญเสียความมั่นคง (Stability) ไปได้ ข้อควรระวังที่หลายคนไม่เคยรู้คือ เมื่อคุณใส่รองเท้าที่หนาและนุ่มจัดๆ วิ่งเข้าโค้งแคบๆ หรือวิ่งบนพื้นถนนที่ไม่เรียบ โอกาสที่ข้อเท้าจะทำงานหนักขึ้นหรือเกิดภาระต่อเอ็นร้อยหวายแบบฉับพลันจะสูงขึ้น นี่คือจุดที่คนมักมองข้ามเมื่อพูดถึงรองเท้าประเภท Maximalist งานวิจัยในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า การออกแบบโฟมหนาๆ ในยุคนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อความนุ่มสบายเพียงอย่างเดียว แต่ทำมาเพื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างหรือแผ่นรองในการเพิ่มค่า Running Economy ข้อมูลจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน PubMed ระบุชัดเจนว่าโครงสร้างพื้นรองเท้าที่ก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยประหยัดพลังงานให้นักวิ่งมาราธอนได้จริง แต่ข้อแม้คือร่างกายก็ต้องมีกล้ามเนื้อแกนกลางและข้อเท้าที่แข็งแรงพอจะควบคุมแรงสะท้อนเหล่านั้นด้วย

เส้นทางความหนาของโฟม: จากอดีตจนถึงเส้นตาย 40 มม.

พัฒนาการของรองเท้าวิ่งมีพลวัตที่น่าสนใจมาก หากเรากางไทม์ไลน์ดูตั้งแต่ยุค 2010s ตอนต้นที่เป็นกระแสรองเท้า Minimalist มาจนถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยรองเท้าพื้นหนาเตอะ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมการกีฬาที่ก้าวกระโดด ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อรองเท้าพื้นหนาเริ่มทำให้นักวิ่งทำลายสถิติโลกเป็นว่าเล่น จนสหพันธ์กรีฑาโลกต้องเข้ามาแทรกแซง กฎระเบียบทางเทคนิคในปัจจุบันของ World Athletics กำหนดเส้นตายความหนาของพื้นรองเท้าสำหรับการแข่งขันวิ่งถนนระดับอีลิตไว้สูงสุดที่ 40 มิลลิเมตร เพื่อรักษาความยุติธรรมและไม่ให้เทคโนโลยีมามีบทบาทเหนือศักยภาพทางกายภาพของมนุษย์มากเกินไป ตารางด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการความหนาของพื้นรองเท้า (Stack Height) ในตระกูล ASICS Nimbus เทียบกับรองเท้าแข่ง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการออกแบบยุคใหม่:
รุ่นรองเท้า (ASICS) ประเภทการใช้งาน ความหนาพื้นส้นเท้าโดยประมาณ (มม.) สถานะตามกติกา World Athletics
GEL-Nimbus 24 Daily Trainer ~36 มม. ถูกกติกา (ใช้แข่งได้)
GEL-Nimbus 25 Daily Trainer ~41.5 มม. ผิดกติกาอีลิต (หนาเกิน 40 มม.)
GEL-Nimbus 26 Daily Trainer ~42 มม. ผิดกติกาอีลิต
Metaspeed Sky+ Racing (Carbon) 39.5 มม. ถูกกติกา (เฉียดฉิว)
Source: Compiled from official brand specifications and technical guidelines. Last verified: 2024-06-18.
สิ่งที่น่าจับตามองคือ asics nimbus 27 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทางทีมออกแบบจะเลือกเดินหน้าเพิ่มความหนาต่อไปเพื่อเอาใจสายซ้อมวิ่งเพลินๆ หรือจะคงระดับความหนาไว้เพื่อไม่ให้รองเท้ามีน้ำหนักและจุดศูนย์ถ่วงที่สูงจนเกินควบคุม เพราะแม้จะเป็นรองเท้า Daily Trainer ที่คนทั่วไปมักไม่ได้นำไปใช้ลงแข่งทำรางวัล แต่การขยับเข้าใกล้หรือทะลุเส้นตาย 40 มม. ย่อมเบลอเส้นแบ่งระหว่างรองเท้าซ้อมกับรองเท้าแข่งไปเรื่อยๆ

เสียงลือจากวงใน: รองเท้าคู่นี้เหมาะกับใคร?

จากรูปที่หลุดออกมาและกระแสการถกเถียงในเว็บบอร์ดต่างประเทศ ชุมชนนักวิ่งส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าซีรีส์ที่ 27 นี้จะมีการปรับโฉมวัสดุโฟมขนานใหญ่ หากเราอ้างอิงจากบททดสอบประสิทธิภาพของรองเท้าแข่งตัวท็อปจาก Runner's World จะพบว่าโฟมระดับเรือธงของค่ายนี้มีคุณสมบัติในการเด้งส่ง (Energy Return) ที่ชัดเจนมาก แม้ว่ารุ่น Nimbus จะไม่ได้รับโฟมตัวแข่งมาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การจูนโฟมน่าจะให้สัมผัสที่ตอบสนองเร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วใครล่ะที่ควรเตรียมตัวกดจองเมื่อของวางขายจริง?
  • สายวิ่งสะสมระยะ (Mileage Junkies): เหมาะมากสำหรับการวิ่งยาว (Long Run) 20-30 กิโลเมตร ในวันหยุดที่ต้องการการปกป้องกล้ามเนื้อสูงสุด
  • นักวิ่งในวันฟื้นฟู (Recovery Days): สำหรับวันที่ขาตึงจากการซ้อมคอร์ททำความเร็ว รองเท้าที่ซับแรงกระแทกได้ลึกจะช่วยให้ผ่านพ้นระยะจ๊อกกิ้งไปได้โดยไม่ชอกช้ำเพิ่ม
Tip: หากคุณเป็นคนที่มีปัญหาเท้าแบนหรืออาการ Overpronation ขั้นรุนแรง ควรไปลองสวมเดินหรือวิ่งเหยาะๆ ที่หน้าร้านก่อนซื้อเสมอ เพราะรองเท้าที่มี Stack Height สูงลิ่วแบบนี้ มักจะขาดโครงสร้างซัพพอร์ตอุ้งเท้าแบบแข็ง (Medial Post) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าสะสมที่อุ้งเท้าได้เมื่อวิ่งไกลเกิน 15 กิโลเมตรขึ้นไป
"เมื่อเทคโนโลยีรองเท้าก้าวไปเร็วกว่ากติกา มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฟีลลิ่งการวิ่งที่สนุกขึ้น แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของตัวนักวิ่งเองด้วย"

เตรียมตัวรอวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

การเฝ้าติดตามข่าวลือรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเราชาวนักวิ่งนะครับ ภาพหลุดของ ASICS รุ่นใหม่นี้บอกใบ้เราว่าสงครามความหนาของโฟมยังไม่จบลงง่ายๆ แม้ว่าลึกๆ แล้วผมจะยังหลงรักสัมผัสการวางเท้าที่ดิบเถื่อนของรองเท้าวิ่งพื้นบางในอดีตมากกว่าในบางครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีเจ๋งๆ ในปัจจุบันช่วยยืดอายุการใช้งานของกล้ามเนื้อขาพวกเราได้จริง ท้ายที่สุด ไม่ว่ารองเท้ารุ่นใหม่จะล้ำหน้าไปแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการซ้อมอย่างสม่ำเสมอและมีวินัย เลือกรองเท้าที่เข้ากับกล้ามเนื้อและสรีระของเราจริงๆ ไม่ใช่วิ่งตามกระแสจนลืมฟังเสียงร่างกายตัวเอง ไว้ถ้ามีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมสเปกเชิงลึกเมื่อไหร่ ผมจะหยิบมาวิเคราะห์ให้ชาวสวนลุมและนักวิ่งชาวไทยได้อ่านกันอีกครั้งครับ!

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.