รีวิว Nike

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง: กระแสของ Nike Zoom Fly 6 ในหมู่นักวิ่ง

ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ถ้าใครเปิดเข้าไปไถฟีดหน้าจอแอปพลิเคชันบันทึกการซ้อมวิ่ง คงจะเริ่มสังเกตเห็นรองเท้าสีเจ็บๆ หน้าตาโฉบเฉี่ยวโผล่ขึ้นมาตามรูปถ่ายหลังซ้อมของนักวิ่งหลายคน จากข้อมูลแนวโน้มล่าสุดของ Strava Running Trends ชี้ให้เห็นว่ารองเท้าตระกูลสปีดเทรนนิ่ง (Speed Training) กำลังถูกใช้งานบ่อยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ในวันแข่ง แต่รวมถึงวันซ้อมความเร็วทั่วไปด้วย ตามกลุ่มพูดคุยของนักวิ่งและชมรมต่างๆ โดยเฉพาะที่มักจะนัดเจอกันแถวๆ หน้าเสาธงสวนลุมพินี กระแสการพูดถึง nike zoom fly 6 นั้นหนาหูมาก หลายคนเล่าตรงกันว่ามันให้ฟีลลิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่น 4 และ 5 อย่างเห็นได้ชัด เพื่อนนักวิ่งหน้าใหม่ท่านหนึ่งที่เพิ่งกดพรีออเดอร์มาเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นว่า "พี่ต้น รุ่นนี้มันไม่แข็งกระด้างเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ โฟมมันเด้งสู้เท้าดีมาก" ขณะที่นักวิ่งขาแรงอีกกลุ่มในบอร์ดออนไลน์ก็กำลังถกเถียงกันอย่างเมามันส์ว่าตกลงแล้วเจ้า Zoom Fly รุ่นล่าสุดนี้ มันเกิดมาเพื่อฆ่าพี่รองในค่ายเดียวกันเอง หรือเกิดมาเพื่อถมช่องว่างระหว่างรองเท้าซ้อมกับรองเท้าแข่งกันแน่ ความคาดหวังก่อนการวางจำหน่ายของโมเดลนี้พุ่งสูงเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรอยต่อของการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีโฟมที่ทางค่ายพยายามบาลานซ์ระหว่างความทนทานของรองเท้าซ้อม กับความดีดเด้งของรองเท้าแข่ง ซึ่งเสียงตอบรับเบื้องต้นจากคอมมูนิตี้ส่วนใหญ่ออกไปในทิศทางบวก หลายคนบอกว่ามันคือ "การกลับมาเข้าที่เข้าทาง" ของตระกูล Zoom Fly เสียที
กลุ่มนักวิ่งกำลังเช็คข้อมูลในสมาร์ทโฟนที่สวนสาธารณะยามเช้า
กลุ่มนักวิ่งกำลังเช็คข้อมูลในสมาร์ทโฟนที่สวนสาธารณะยามเช้า

ความเชื่อที่ต้องเปลี่ยน: รองเท้ามีแผ่นคาร์บอนไม่ได้มีไว้แค่วันแข่ง

มายาคติหนึ่งที่ฝังรากลึกในวงการวิ่งมาราธอนบ้านเราคือ "อย่าใส่รองเท้าคาร์บอนซ้อมบ่อย เดี๋ยวขาพัง" ความเชื่อนี้มีที่มาจากการที่แผ่นคาร์บอน (Carbon Fiber Plate) มีความแข็งกระด้างสูง เมื่อบวกกับโฟมชั้นกลางที่หนาเตอะในยุคแรกๆ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในการลงน้ำหนัก แต่ในความเป็นจริง การจัดหมวดหมู่รองเท้าวิ่งของค่ายตราสวูชในยุคปัจจุบันได้ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายภาระที่เหมาะสมมากขึ้น ตามรายงานการทดสอบของ Runner's World: Best Nike Running Shoes การสลับใช้รองเท้า (Shoe Rotation) อย่างถูกวิธีต่างหากคือหัวใจสำคัญ หากเรามีตารางซ้อมที่ต้องทำความเร็ว เช่น Tempo หรือ Interval การดึง zoom fly 6 มาใช้ในวันนั้นๆ จะช่วยให้ร่างกายคุ้นชินกับองศาการกลิ้งตัว (Rocker geometry) และแรงดีดของแผ่นคาร์บอน ทำให้เมื่อถึงวันแข่งจริง กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายจะไม่เกิดอาการช็อคจากการเปลี่ยนมาใส่รองเท้าเรซซิ่งที่มีสเปคดุดันกว่า
"การเลือกรองเท้าให้ถูกกับประเภทการซ้อม ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่คือการสอนให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อรู้จักจังหวะการหดและคลายตัวที่ต่างกัน"
คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำรองเท้ารุ่นนี้ไปใช้ในวันซ้อมระยะไกลได้จาก บททดสอบ 30K ด้วย Nike Zoom Fly 6: จบซ้อมยาวแล้วเท้าล้าไหม? ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าการพัฒนารูปแบบการวางแผ่นคาร์บอนร่วมกับโฟมยุคใหม่ ช่วยลดภาระความล้าของกล้ามเนื้อหลังซ้อมหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผ่าสเปคและตัวเลข: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการประหยัดพลังงาน

เมื่อนำเทคโนโลยีของโมเดลนี้มากางดูบนหน้ากระดาษ ข้อมูลเชิงวิศวกรรมการกีฬาจะอธิบายประสิทธิภาพการวิ่งได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเจือปน โครงสร้างชั้นกลาง (Midsole) ของรองเท้าวิ่งยุคปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยสมการของความเบาและการส่งคืนพลังงาน (Energy Return) จากฐานข้อมูล RunRepeat Nike Database ซึ่งรวบรวมค่าทางสถิติและคะแนนจากห้องแล็บ พบว่าโครงสร้างโฟมในตระกูลซ้อมทำความเร็วรุ่นล่าสุด มีการผสมผสานและปรับจูนความหนาแน่น (Density) ให้มีความนุ่มในระดับที่รองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น แต่ยังคงค่าการส่งคืนพลังงานที่สูงกว่าโฟม EVA แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน การซ้อนทับกันของชั้นโฟมและแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่โค้งรูปช้อน (Spoon-shaped plate) ช่วยสร้างกลไกการคานงัดที่บริเวณข้อต่อจุดหมุนของนิ้วเท้า (Metatarsophalangeal joint) กลไกนี้มีวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นทางการ งานวิจัยจาก PubMed: Energetic Cost of Marathon Racing Shoes ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำงานร่วมกันของโฟมน้ำหนักเบาที่มีแรงเด้งกลับสูงและแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ สามารถลดต้นทุนการใช้พลังงาน (Running Economy) ลงได้เฉลี่ย 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าแข่งพื้นบางแบบเดิม การปรับปรุงค่า Running Economy นี้หมายถึงปริมาณการใช้ออกซิเจนที่ลดลงที่ความเร็วเท่าเดิม ซึ่งในระยะทางมาราธอนที่ต้องก้าวเท้ากว่า 40,000 ก้าว ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยนี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเวลาที่ลดลงได้หลายนาที
ปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ รองเท้าวิ่งแบบดั้งเดิม รองเท้าโครงสร้าง Carbon+Super Foam
การสูญเสียพลังงานที่ข้อเท้า สูง ต่ำ (แผ่นคาร์บอนช่วยรับภาระ)
ความถี่ในการก้าวเท้า (Cadence) ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อในการรักษาจังหวะ ทรงกลิ้ง (Rocker) ช่วยส่งโมเมนตัมไปข้างหน้า
การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ ใช้เวลานานจากแรงกระแทก เร็วกว่าเนื่องจากโฟมช่วยซับแรงคลื่นกระแทก (Shock wave)
Source: สรุปข้อมูลจากงานวิจัยชีวกลศาสตร์การวิ่ง. Last verified: 2024-11-20
หากสนใจเส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่อดีต ลองย้อนอ่าน มองย้อนตำนาน Nike Vaporfly 4%: เกือบ 10 ปีผ่านไป เทคโนโลยีคาร์บอนมาไกลแค่ไหน? จะเห็นภาพรวมของการวิวัฒนาการทางวิศวกรรมรองเท้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
A quiet athletic track and grand
A quiet athletic track and grand

ถูกกฎโลกหรือไม่?: Zoom Fly 6 ใส่แข่งได้จริงหรือเปล่า

คำถามที่พบบ่อยมากสำหรับนักวิ่งที่เล็งรองเท้าซ้อมทำความเร็วสเปคจัดเต็มคือ "แล้วเราสามารถใส่มันลงสนามแข่งรายการเมเจอร์ หรือรายการที่รับรองสถิติเพื่อยื่นทำ New PB ได้หรือไม่?" ประเด็นนี้ต้องอ้างอิงจากกฎระเบียบของ World Athletics Shoe Compliance ซึ่งกำหนดมาตรฐานความหนาของพื้นรองเท้า (Stack Height) สำหรับการแข่งขันวิ่งบนถนนไว้ว่าต้องมีความหนาไม่เกิน 40 มิลลิเมตร และต้องมีแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์หรือแผ่นแข็งเสริมแรงได้ไม่เกิน 1 แผ่นเต็มความยาวเท้า ในแง่ของกฎเกณฑ์ รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้อยู่ภายใต้กรอบกติกาของ World Athletics อย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าคุณสามารถใส่มันลงแข่งตั้งแต่งานวิ่งระดับ อบต. ไปจนถึง World Marathon Majors ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสถิติของคุณจะถูกปัดตก แต่ข้อควรพิจารณาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ "ความเหมาะสม" ในสนามแข่งต่างหาก สำหรับนักวิ่งระดับอีลีทหรือผู้ที่ต้องการรีดประสิทธิภาพสูงสุดในวันแข่ง การขยับไปใช้ตระกูล Alphafly หรือ Vaporfly อาจจะตอบโจทย์น้ำหนักตัวรองเท้าที่เบากว่า แต่สำหรับนักวิ่งสมัครเล่นทั่วไปที่ต้องการความทนทานและการซัพพอร์ตที่มั่นคงในช่วงท้ายของมาราธอน การเลือกรองเท้าที่มีพื้นยางชั้นนอก (Outsole) ทนทานกว่าอย่าง Zoom Fly ก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและประหยัดงบประมาณไปได้มาก 🏃‍♂️

สถิติสนามมาราธอนไทย: ข้อมูลนำหน้า ก่อนพาสู่ความรู้สึกจริง

หากเราลองส่องข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิ่งในไทยอย่าง ThaiRun Race Directory และเจาะจงไปที่รายการมาราธอนระดับมาตรฐาน เช่น บางแสน42 เราจะพบว่าสัดส่วนของรองเท้าแบรนด์ Nike ยังคงครองพื้นที่เกินกว่า 40% ของนักวิ่งทั้งหมดในทุกๆ ปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้นชินและความเชื่อมั่นที่นักวิ่งบ้านเรามีต่อค่ายนี้ ย้อนกลับไปตอนที่ผมเริ่มคลุกคลีกับการซ้อมมาราธอนอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ยุคนั้นรองเท้าวิ่งยังเป็นแบบพื้นบางเฉียบ (Racing flat) การวิ่งผ่านถนนในกรุงเทพฯ คือฝันร้ายของฝ่าเท้า กว่า 9 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่พยายามต่อสู้กับสภาพพื้นผิวที่ไม่เป็นใจ ถนนในไทยไม่ได้เรียบเนียนเหมือนสนามเมเจอร์ในต่างประเทศ เรามีทั้งพื้นถนนยางมะตอยที่ปะผุพังๆ รอยต่อสะพานคอนกรีต ไปจนถึงฝาท่อที่พร้อมจะพลิกข้อเท้าคุณได้ทุกเมื่อ ความสำคัญของรองเท้าสำหรับนักวิ่งมาราธอนชาวไทย จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความแรงหรือการเด้ง แต่คือ "ความมั่นคง (Stability)" รองเท้าหน้าแคบและโฟมนุ่มยวบเกินไปอาจพาคุณไปแตะความเร็วสูงสุดได้ในระยะสั้นๆ แต่เมื่อคุณต้องวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 35 บนสภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ กล้ามเนื้อข้อเท้าที่อ่อนล้าจะต้องการแพลตฟอร์มที่ไว้ใจได้ในการลงน้ำหนัก ซึ่งนี่คือโจทย์ข้อใหญ่ที่รองเท้าซ้อมทำความเร็วระดับกึ่งแข่งต้องตอบให้ได้
Bright yellow and navy athletic shoes
Bright yellow and navy athletic shoes

เข้าโค้งที่สวนลุมฯ: ทดสอบความเร็วและฟีลลิ่งการกลิ้ง

เช้ามืดวันอังคาร ผมพารองเท้ารุ่นนี้ออกไปทดสอบที่สวนลุมพินี สภาพพื้นของสวนลุมฯ เป็นอะไรที่เพอร์เฟกต์สำหรับการเทสรองเท้ามาก เพราะมันมีทั้งช่วงทางตรงยาวๆ ที่เป็นยางมะตอยเรียบๆ สลับกับพื้นคอนกรีตแข็งๆ และที่สำคัญคือ "โค้งหักศอก" หลายจุด ขอลงลึกถึงรายละเอียดตรงโค้งหลังหอนาฬิกาเยื้องไปทางห้องสมุดประชาชนสักนิด โค้งนี้มีความลาดเอียงเล็กน้อยและมักจะมีคราบน้ำค้างเกาะในตอนเช้ามืด ปกติรองเท้าตระกูลพื้นหนามากๆ หากหน้าเท้าไม่กว้างพอ เวลาเข้าโค้งนี้ด้วยเพซ Tempo (ประมาณ 4:45 - 5:00 นาที/กม. สำหรับผม) จะรู้สึกได้ถึงอาการยวบและปลิ้นของโฟมจนต้องคอยเกร็งข้อเท้าเพื่อดึงให้ตัวกลับมาตั้งตรง แต่กับรุ่นนี้ ฐานรองเท้าบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า (Forefoot base) ถูกปรับให้มีความเสถียรมากขึ้น การกดน้ำหนักจังหวะเข้าโค้งไม่มีอาการยวบที่น่ากลัว ดอกยางด้านล่างจิกพื้นคอนกรีตชื้นๆ ได้หนึบอย่างน่าประหลาดใจ ผมแทบไม่ต้องลดความเร็วลงตอนตีโค้งเลย ส่วนเรื่องฟีลลิ่งการกลิ้ง (Rolling Effect) ทันทีที่เปลี่ยนความเร็วจากโหมดจ็อกกิ้งมาเป็นโหมดสับ ทรงของพื้นรองเท้าที่เชิดขึ้นจะเริ่มทำงาน มันไม่ใช่การ "เด้งดีด" แบบกระชากเหมือนรองเท้าแข่งตัวท็อป แต่มันคือการ "กลิ้งไหล" อย่างนุ่มนวล เหมือนมีคนมาช่วยผลักเบาๆ ที่ด้านหลังทุกครั้งที่ถ่ายน้ำหนักผ่านกลางเท้าไปสู่ปลายเท้า ยิ่งก้าวเท้ารอบขา (Cadence) จัดเท่าไหร่ จังหวะการไหลก็จะยิ่งสมูทมากขึ้นเท่านั้น

บทสรุปฉบับโค้ชต้น: ใครควรซื้อ และใช้งานอย่างไร

ถ้าคุณกำลังลังเลว่าจะควักเงินจ่ายดีหรือไม่ ขอพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยครับ ว่ารองเท้ารุ่นนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ใครที่ควรซื้อ: 1. นักวิ่งที่กำลังเตรียมตัวสำหรับฮาล์ฟหรือฟูลมาราธอน และต้องการรองเท้าซ้อมทำความเร็ว (Speedwork, Tempo, Long Run) ที่ทนทานกว่ารองเท้าแข่ง 2. คนที่มีรองเท้าวิ่งจ็อกกิ้งสายซัพพอร์ตอยู่แล้วหนึ่งคู่ และต้องการหา "คู่ที่สอง" เข้ามาเสริมในตารางซ้อมเพื่อสอนให้กล้ามเนื้อรู้จักการวิ่งด้วยรอบขาที่เร็วขึ้น 3. นักวิ่งหน้าใหม่ที่อยากลองเทคโนโลยีคาร์บอน แต่ยังไม่อยากเสี่ยงกับรองเท้าแข่งราคาเหยียบหมื่นที่มีความกระด้างและควบคุมยาก
Tip: หากคุณยังชั่งใจระหว่างค่ายนี้กับค่ายคู่แข่ง ลองเข้าไปอ่าน จับคู่ชน: Nike Zoom Fly 6 vs Asics Novablast 4 เลือกรุ่นไหนเป็นรองเท้าคู่เก่ง? เพื่อเปรียบเทียบสไตล์การวิ่งของคุณว่าเหมาะกับคาแรกเตอร์โฟมแบบไหนมากกว่ากัน
วิธีใช้งานให้ปลอดภัย: อย่าใส่มันวิ่งทุกวัน! จงเก็บมันไว้ใช้เฉพาะในวันซ้อมคอร์ท (Interval) วันวิ่งเทมโป้ (Tempo) หรือวันซ้อมยาว (Long Run) ที่มีการกำหนดความเร็วเป้าหมาย (Marathon Pace) ในวันวิ่งสบายๆ (Recovery/Easy Run) ร่างกายคุณไม่ได้ต้องการแรงดีดหรือการกลิ้งอะไรทั้งนั้น กลับไปใส่รองเท้าพื้นเรียบๆ โฟมแน่นๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ทำงานด้วยตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติจะดีที่สุดครับ ซ้อมให้สนุก และขอให้สนุกกับการวิ่งให้สุดจนหยุดที่เส้นชัยครับ!

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.