อยากเป็น Pacer

ทำไมงานมาราธอนถึงขาด Pacer ไม่ได้?

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมนักวิ่งหลายร้อยคนถึงยอมฝากความหวัง ฝากความฝัน และฝาก "ขา" ของตัวเองไว้กับคนแปลกหน้าที่วิ่งถือลูกโป่งอยู่ข้างหน้า? ในโลกของการวิ่งมาราธอนที่ทุกวินาทีมีค่า "Pacer" หรือ "ผู้นำวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงสีสันที่ทำให้งานดูคึกคัก แต่นี่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศของการแข่งขันให้สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานสากล

หากเราย้อนกลับไปดู World Athletics Competition Rules จะเห็นว่าบทบาทของ Pacemaker ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในฐานะผู้ควบคุมความเร็วเพื่อให้เกิดสถิติใหม่ๆ ในสนามระดับโลก แต่สำหรับงานวิ่งในเมืองไทย หน้าที่ของ Pacer มีความลึกซึ้งกว่านั้นครับ มันคือการเป็น "เข็มทิศที่มีชีวิต" นักวิ่งส่วนใหญ่โดยเฉพาะมือใหม่มักจะมีปัญหาเรื่องการคุมความเร็ว (Pacing) เพราะอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านในช่วงปล่อยตัวทำให้เราวิ่งเร็วกว่าที่ซ้อมมาเสมอ การมี Pacer จึงช่วยให้นักวิ่งไม่ต้องพะวงกับการก้มมองนาฬิกาทุกๆ 500 เมตร แต่สามารถโฟกัสไปที่การหายใจและท่าวิ่งของตัวเองได้อย่างเต็มที่

การมีอยู่ของ Pacer ยังช่วยในเรื่องของจิตวิทยา กลุ่มวิ่ง (Pacing Group) จะสร้างแรงเหวี่ยงทางบวก เมื่อคุณเริ่มเหนื่อยจนอยากจะเดิน แต่เห็นลูกโป่งที่เขียนว่า 4:30 ยังลอยอยู่ข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร มันจะเกิดแรงฮึดที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า "Social Facilitation" หรือการที่มนุษย์จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีผู้อื่นอยู่รอบข้างนั่นเองครับ

ลองจินตนาการถึงบรรยากาศตอนตี 3 ที่จุดปล่อยตัว ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ และเสียงรองเท้าวิ่งที่กระทบพื้นคอนกรีต การเห็นลูกโป่งสว่างไสวโบกสะบัดอยู่ท่ามกลางฝูงชนเสมือนเป็นประภาคารที่บอกว่า "ตามฉันมา แล้วคุณจะถึงฝั่งฝัน"

ความกดดันเมื่อกำแพงเวลาอยู่บนบ่าของคุณ

หลายคนมองว่าการเป็น Pacer คือการได้ "วิ่งฟรี" แถมได้ชื่อเสียง แต่ในความเป็นจริง มันคือภารกิจที่แบกรับความหวังของผู้อื่นไว้เต็มบ่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่มักพบในเพเซอร์หน้าใหม่คือ "The Early Surge" หรือการเผลอเร่งความเร็วในช่วง 10 กิโลเมตรแรก

ลองนึกภาพนะครับ คุณต้องพาคนเข้าเส้นชัยที่ 4 ชั่วโมง (เพซ 5:41) แต่ด้วยความที่ร่างกายสดบวกกับทางวิ่งที่ยังโล่ง คุณเผลอวิ่งที่เพซ 5:20 ในช่วงแรก ผลที่ตามมาคือ "ลูกทัวร์" ของคุณจะเหนื่อยสะสมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อถึงกิโลเมตรที่ 30 ซึ่งเป็นจุดที่กำแพงมาราธอนรออยู่ พลังงานของพวกเขาจะหมดเกลี้ยง แม้คุณจะเข้าเส้นชัยตรงเวลาเป๊ะ แต่คุณอาจจะเสียลูกทัวร์ไปเกือบทั้งกลุ่มระหว่างทาง

ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือกลยุทธ์ Even Pacing ครับ งานวิจัยจาก PubMed (Sports Medicine) ยืนยันชัดเจนว่าการวิ่งด้วยความเร็วคงที่ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ช่วยลดความล้าของระบบสรีระและประหยัดพลังงานไกลโคเจนได้ดีที่สุด หน้าที่ของ Pacer คือต้องนิ่งดั่งหินผา ไม่ว่าลมจะแรง แดดจะร้อน หรือทางจะชัน คุณต้องรักษารอบขาและระดับความเหนื่อยให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้

Pro Tip: หากคุณอยากเป็น Pacer อย่าฝึกแค่การวิ่งเร็ว แต่ต้องฝึก "การวิ่งให้ช้าลงตามสั่ง" ให้ได้ การคุมเพซให้คลาดเคลื่อนไม่เกิน +/- 5 วินาทีต่อกิโลเมตร คือเครื่องหมายการค้าของเพเซอร์ระดับมืออาชีพ

สถิติ ตัวเลข และโซนเวลาที่คนต้องการมากที่สุด

จากการสังเกตข้อมูลบน Strava Insights และสถิติงานวิ่งใหญ่ๆ ในไทยอย่าง Amazing Thailand Marathon หรือ Bangsaen42 จะพบว่ากลุ่มเวลาที่เป็น "จุดยุทธศาสตร์" และมีคนเกาะมากที่สุดมักจะเป็นกลุ่มเลขสวยๆ ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของนักวิ่ง:

กลุ่มเวลา (Finish Time) Pace เฉลี่ย (min/km) ความหมายทางจิตใจ
Sub 4:00 5:41 การก้าวข้ามจากนักวิ่งสมัครเล่นสู่ระดับ Advance
Sub 4:30 6:24 เกณฑ์มาตรฐานสำหรับนักวิ่งมาราธอนที่มีวินัยซ้อมดี
Sub 5:00 7:07 เป้าหมายยอดนิยมของนักวิ่งสายสุขภาพที่อยากทำเวลาดี
Sub 6:00 8:32 กลุ่มประคองนักวิ่งให้จบก่อนคัทออฟอย่างปลอดภัย

Source: วิเคราะห์โดย Ultimate Thai Runner จากฐานข้อมูล VDOT O2 Calculator. ข้อมูล ณ วันที่ 06-12-2026

สำหรับการเตรียมตัว ตัวเลขที่คุณต้องจำไม่ใช่แค่เพซเฉลี่ย แต่คือ "Splits" ในทุกๆ 5 หรือ 10 กิโลเมตร เพราะในวันแข่งจริง ระยะบนหน้าปัดนาฬิกามักจะเกินระยะจริงเสมอ (GPS Drift) เพเซอร์เก่งๆ จะไม่ดูแค่ความเร็วบนนาฬิกา แต่จะดู "เวลาสะสม" เมื่อผ่านป้ายกิโลเมตรของงานประกอบไปด้วยเสมอครับ

จากสนามซ้อม สู่สนามระดับประเทศ

สำหรับผมที่ใช้ชีวิตอยู่ย่านสวนลุมพินีมานาน สวนแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ซ้อมวิ่ง แต่มันคือ "ห้องแล็บ" ของคนอยากเป็น Pacer วงรอบหนึ่งประมาณ 2.54 กิโลเมตร คือบททดสอบความแม่นยำชั้นดี ผมเห็นเพื่อนๆ หลายคนมาซ้อมคุมเพซที่นี่เพื่อไปคัดตัวเป็นเพเซอร์งานใหญ่อย่าง "กรุงเทพมาราธอน" หรือ "บุรีรัมย์มาราธอน" การซ้อมในสวนที่มีจุดเลี้ยวเยอะๆ จะช่วยฝึกการปรับจังหวะก้าวให้คงที่ได้ดีกว่าการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า

หากคุณอยากก้าวเข้าสู่สนามระดับประเทศ ขั้นตอนส่วนใหญ่จะเริ่มจากการติดตามเพจผู้จัดงานผ่านแพลตฟอร์มอย่าง ThaiRun Events ซึ่งมักจะเปิดรับสมัคร Pacer ล่วงหน้า 3-4 เดือน สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่คนที่วิ่งไวที่สุด แต่คือคนที่มี "ประวัติการวิ่งที่นิ่ง" การแนบลิงก์ Strava ที่แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถวิ่ง Long Run 30 กิโลเมตรโดยที่กราฟเพซเป็นเส้นตรงเรียบกริบ จะมีภาษีดีกว่าคนที่มีสถิติ New PB แต่กราฟแกว่งไปมาครับ

บทเรียนจากลูกโป่งที่แตกคาหลัง

"ผมเคยรับหน้าที่เป็น Pacer 5:00 ในงานหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นผมเลือกใช้ running shoes คู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเพราะอยากให้ภาพถ่ายออกมาดูดี ผลคือพอถึงกิโลเมตรที่ 28 รองเท้าที่ยังไม่ผ่านการ Break-in เริ่มกัดจนผมต้องวิ่งเขย่ง เพซเริ่มรวน ลูกโป่งที่ผูกไว้กับเอวก็ดันไปเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้จนแตกตั้งแต่นาทีนั้น ความมั่นใจของผมหายไปทันที และผมเกือบพาคนทั้งกลุ่มหลงความเร็วเพียงเพราะความประมาทในเรื่องพื้นฐานที่สุด"

นี่คือบทเรียนที่สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อคุณสวมบทบาท Pacer คุณไม่ได้วิ่งเพื่อตัวเองอีกต่อไป การเลือก running shoes ในวันปฏิบัติหน้าที่ คุณควรเลือกคู่ที่ "ไว้ใจได้ที่สุด" ไม่ใช่ "ใหม่ที่สุด" หรือ "เด้งที่สุด" เพราะคุณต้องการความมั่นคง (Stability) และความสบาย (Comfort) ที่จะประคองร่างกายให้ยืนระยะได้นานกว่า 4-5 ชั่วโมง

ตลอด 11 ปีที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการมาราธอน (ตั้งแต่เริ่มวิ่งจริงจังในปี 2015) ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ "ความรับผิดชอบ" การเป็นเพเซอร์คือการที่คุณต้องยอมเสียสละเป้าหมายส่วนตัว (Personal Best) เพื่อไปเป็นแรงผลักดันให้คนอื่นได้พบกับความสำเร็จของเขา มันคือความภูมิใจที่หาซื้อไม่ได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการซ้อมที่หนักกว่าปกติเพื่อให้มี "แรงเหลือ" ไว้คอยเชียร์และประคองลูกทัวร์จนถึงเส้นชัยครับ

การเป็น Pacer ในงานใหญ่ๆ บางครั้งอาจจะไม่ได้ค่าจ้างเป็นเงิน แต่สิ่งที่คุณจะได้คือ ชุดแข่งเวอร์ชั่นพิเศษ, รองเท้าวิ่งจากสปอนเซอร์ (ในบางงาน), และเหนือสิ่งอื่นใด คือคำขอบคุณจากนักวิ่งที่เข้าเส้นชัยพร้อมน้ำตาแห่งความดีใจ

Roadmap สู่การเป็น Pacer ที่ทุกคนไว้วางใจ

การจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำวิ่งที่คนเชื่อถือ ไม่ได้เกิดขึ้นในข้ามคืนครับ นี่คือไทม์ไลน์การเตรียมตัวที่แนะนำ:

เดือนที่ 1-3: สร้างฐานและสถิติ

  • เน้นการวิ่งเก็บระยะ (Base Mileage) ให้สูงกว่าระยะที่คุณจะเป็น Pacer ประมาณ 20-30%
  • พิสูจน์ความนิ่งด้วยการวิ่ง Endurance Zone 2 ให้เพซเท่ากันทุกกิโลเมตร
  • อัปโหลดผลการซ้อมขึ้น Strava อย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอ

เดือนที่ 4-6: จำลองสถานการณ์จริง

  • ฝึกวิ่งยาว (Long Run) โดยสะพายเป้น้ำหรือผูกอุปกรณ์ที่สร้างแรงต้านลม เพื่อชินกับแรงดึงของลูกโป่ง
  • ซ้อมการสื่อสารไปพร้อมกับการวิ่ง คุณต้องสามารถพูดประโยคสั้นๆ เพื่อให้กำลังใจนักวิ่งได้โดยไม่หอบ
  • ศึกษาแผนที่เส้นทาง (Route Map) อย่างละเอียด จุดไหนมีเนิน จุดไหนมีจุดให้น้ำที่คอขวด คุณต้องวางแผนล่วงหน้า

ก่อนวันแข่งจริง 1 สัปดาห์ เพเซอร์ที่ดีต้องพักผ่อนให้มากกว่านักวิ่งปกติ เพราะในวันแข่ง คุณต้องตื่นก่อนและมีสมาธิมากกว่าใครเพื่อน ข้อมูลจาก Runner's World ระบุว่าปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือเพเซอร์ดูแลสารอาหารและน้ำ (Hydration) ของตัวเองไม่ดีพอ เพราะมัวแต่คอยดูแลผู้อื่น อย่าลืมว่าถ้าผู้นำล้ม กลุ่มทั้งหมดก็ล้มตามครับ

จังหวะของชีวิต จังหวะของการวิ่ง

ในเวลาว่างนอกเหนือจากการซ้อมวิ่ง ผมมักจะใช้เวลาไปกับการนั่งฟังแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่สะสมไว้ ดนตรีแจ๊สกับมาราธอนมีอะไรที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด นักดนตรีแจ๊สที่เก่งไม่ใช่คนที่เล่นเร็วที่สุด แต่คือคนที่รักษา "Tempo" ของวงไว้ได้นิ่งสนิท ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่น (Improvisation) ให้เข้ากับบรรยากาศในตอนนั้น

การเป็น Pacer ก็เช่นกัน คุณต้องรักษาจังหวะที่มั่นคงเหมือนเบสและกลอง แต่ต้องมีความยืดหยุ่นเหมือนแซกโซโฟน เมื่อเจอทางชันคุณอาจต้องผ่อนลงนิดหน่อย และไปชดเชยคืนในทางราบอย่างนุ่มนวล การวิ่งให้ได้ "จังหวะ" คือศิลปะขั้นสูงที่มากกว่าแค่การเอาเท้าขยับไปข้างหน้า

ท้ายที่สุดแล้ว ความสุขของการเป็น Pacer ไม่ใช่ตอนที่คุณก้าวข้ามเส้นชัยด้วยเวลาที่เป๊ะที่สุด แต่มันคือตอนที่คุณหันกลับไปมอง แล้วพบว่ามีนักวิ่งอีกหลายสิบคนกำลังกอดกัน ร้องไห้ และชูเหรียญมาราธอนเหรียญแรกในชีวิตด้วยรอยยิ้ม และพวกเขากระซิบบอกคุณว่า "ขอบคุณมากครับ ถ้าไม่มีพี่ ผมคงทำไม่ได้" นั่นแหละครับคือรางวัลที่แท้จริงของการเป็นผู้นำวิ่ง

มีคำถามหนึ่งที่ผมมักจะถามตัวเองเสมอ และจนถึงตอนนี้ที่วิ่งมา 11 ปีก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ คือ "ทำไมเราถึงมีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นวิ่งเร็วกว่าเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นคนซ้อมให้เขา?" บางทีคำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ในสถิติ แต่อยู่ในแววตาของนักวิ่งเหล่านั้นตอนที่เขาเห็นนาฬิกาหยุดลงที่เวลาเป้าหมาย... แล้วคุณล่ะครับ พร้อมจะไปผูกลูกโป่งแล้วหรือยัง?

ธนกฤต วิริยะพานิช (โค้ชต้น)

นักวิ่งมาราธอนที่หลงใหลในตัวเลขและสถิติ มีประสบการณ์ซ้อมและแข่งมากกว่า 9 ปี ปัจจุบันเป็นโค้ชอิสระที่มุ่งมั่นให้คนไทยวิ่งได้อย่างยั่งยืนและไร้อาการบาดเจ็บ

View all posts →

Comments

Comments are currently closed. Have feedback or a question? Visit the Contact page.